มังกรหยกแกะสลักยุค 8,000 ปีก่อน "ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีวิธีปฏิบัติที่เรียกว่า “การสละราชบัลลังก์” ซึ่งยุคนี้ผู้คนยังมีความเท่าเทียมกัน ทรัพย์สินทั้งหมดถือเป็นของส่วนกลาง ดังนั้นจึงไม่มีการแย่งชิงและโจรผู้ร้าย นักโบราณคดีเรียกสังคมในยุคนี้ว่า ‘สังคมเอกภาพ’"
ผู้คนจากประเทศต่าง ๆทั่วโลกต่างก็มีวิถีในการอธิบายถึงที่มาของฟ้าดินและมนุษย์ที่แตกต่างกัน ประเทศจีนก็มีเรื่องราวตำนานของผานกู่เบิกฟ้าแยกดินและเทพหนี่อัวสร้างมนุษย์ที่เล่าขานกันต่อมา ทว่า ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ในยุคต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความก้าวหน้าทางโบราณคดีและมนุษย์โบราณ รวมถึงทางธรณีวิทยา ได้เปิดเผยความลับต้นกำเนิดของแผ่นดิน และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในโลกมนุษย์ ปัจจุบันนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีและมนุษย์โบราณได้ขุดพบซากฟอสซิลของมนุษย์ ซึ่งมีอายุกว่า 3,000,000 ปีในทวีปอาฟริกา ดังนั้น จึงเชื่อถือกันว่าทวีปอัฟริกาเป็นสถานที่ต้นกำเนิดของเผ่าพันธุ์มนุษย์
สำหรับในประเทศจีนนั้น ที่อำเภออูซานในมณฑลฉงชิ่งก็ได้มีการขุดพบซากฟอสซิลโบราณของ ‘มนุษย์อูซาน’ที่มีอายุกว่า 2,000,000 ปี นอกจากนี้ ยังพบซากฟอสซิลมนุษย์โบราณจำนวนมากในบริเวณกว้างอาทิ มนุษย์หยวนเหมย มนุษย์หลันเถียน มนุษย์ปักกิ่ง และ มนุษย์ถ้ำ เป็นต้น ดังนั้น นักโบราณคดีจีนจึงได้เสนอว่า พื้นที่ในแถบเอเชียอาคเนย์ ก็เป็นแหล่งต้นกำเนิดเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ด้วยเช่นกัน
การปรากฏตัวขึ้นของมนุษย์ถือเป็นผลจากการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง ซึ่งได้พัฒนาตัวเองจากเผ่าพันธุ์ของวานร จากการศึกษาและค้นคว้าของนักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับมนุษย์โบราณในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า เผ่าพันธุ์วานรในยุคโบราณและมนุษย์ในยุคแรกเริ่มมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ซึ่งแนวคิดเรื่อง ‘จากวานรสู่มนุษย์’นี้ ก็ได้มีหลักฐานยืนยันมากขึ้น
ที่มาของวิวัฒนาการมนุษย์มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างมากกับการใช้แรงงาน เนื่องจากเครื่องมือเครื่องใช้ที่มนุษย์ยุคแรกทำขึ้นเองนั้นได้แก่เครื่องมือหินกระเทาะ ซึ่งนักโบราณคดีได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างเครื่องมือหินในยุคหลังที่เป็นเครื่องมือที่เกิดจากการฝนหรือลับ ดังนั้นพวกเขาจึงแบ่งยุคของการใช้เครื่องมือหินที่เกิดจากการกะเทาะนี้ว่า ยุคหินเก่า ส่วนช่วงเวลาที่มีการใช้วิธีการฝนหินในการสร้างเครื่องมือหิน เรียกว่า ยุคหินใหม่
ยุคหินเก่า
เพื่อสะดวกในการศึกษาทางโบราณคดี พวกเขายังแบ่งแต่ละยุคออกเป็น 3 ตอนได้แก่ ตอนต้น ตอนกลางและตอนปลาย โดยยุคหินเก่าที่แบ่งเป็น 3 ตอน นั้นจัดแบ่งตามลักษณะพิเศษของการยืนตัวตรงของมนุษย์ ได้แก่ มนุษย์วานร มนุษย์โบราณ และมนุษย์ยุคใหม่ ซึ่งเครื่องมือหินที่ผลิตในยุคหินเก่าตอนต้นนั้น มีลักษณะที่เรียบง่าย หยาบ หนาและหนัก รวมทั้งมีลักษณะพิเศษที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือได้หลายชนิด เมื่อมาถึงยุคหินเก่าตอนปลายนั้น เครื่องมือหินที่ทำการผลิตออกมานั้นมีขนาดเล็กลงและหลากหลายมากขึ้น โดยแบ่งเป็นชนิดของเครื่องมือต่าง ๆ ที่ขุดพบได้แก่ ธนู หอกพุ่ง เป็นต้น ซึ่งต้องใช้เทคนิคในการขุดเจาะ อีกทั้งยังพบเครื่องมือหินส่วนหนึ่งที่เกิดจากการฝนหินหรือลับหินอีกด้วย
เครื่องมือหินกระเทาะแห่งยุคหินเก่า "จากการกินอาหารที่สุกในยุคหินเก่านี้เอง ได้ช่วยลดกระบวนการในการย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายมนุษย์ได้รับสารอาหารที่มากขึ้น และทำให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตเปลี่ยนแปลงไป และเร่งการเจริญเติบโตทางสมองยิ่งขึ้น มนุษย์ปักกิ่งเมื่อ 300,000 ปีก่อน มีปริมาตรสมองโดยเฉลี่ย 1,059 มล. ในขณะที่ มนุษย์ถ้ำซึ่งอาศัยอยู่ในช่วงเวลา 100,000 ปีก่อน มีขนาดสมองเฉลี่ย 1,200 – 1,500 มล. ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาตรสมองของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน"
ในยุคหินเก่านั้น ผู้คนต้องยังชีพด้วยการเก็บผลไม้ป่าและการตกปลาล่าสัตว์ พวกเขาไม่รู้จักการสร้างบ้าน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ร่วมกันตามโพรงถ้ำ ในยุคหินเก่าตอนต้นนั้น ผู้คนรู้จักการใช้ไฟแล้ว โดยเริ่มจากการเก็บกิ่งไม้ที่เกิดจากไฟไหม้ป่า ต่อมาภายหลังจึงรู้จักวิธีการจุดไฟด้วยตัวเอง เช่นการตีหินให้เกิดประกายไฟ การฝนไม้ให้เกิดความร้อน เป็นต้น และการรู้จักใช้ไฟนี้เองมีส่วนสำคัญต่อวิวัฒนาการของมนุษย์เป็นอย่างมาก พวกเขาเริ่มใช้ไฟส่องทาง ขับไล่สัตว์ป่าที่ดุร้าย ขับไล่ความหนาวเย็น และยังได้เปลี่ยนแปลงความเคยชินจากการบริโภคอาหารดิบมาเป็นอาหารสุกอีกด้วย
และเนื่องจากการกินอาหารที่สุกแล้วนี้เอง ยังได้ช่วยลดกระบวนการในการย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายมนุษย์ได้รับสารอาหารที่มากขึ้น และทำให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตเปลี่ยนแปลงไป ช่วยเพิ่มความแข็งแรงต่อร่างกาย และเร่งการเจริญเติบโตทางสมองยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น มนุษย์ปักกิ่งเมื่อ 300,000 ปีก่อน มีปริมาตรสมองโดยเฉลี่ย 1,059 มล. ในขณะที่ มนุษย์ถ้ำซึ่งอาศัยอยู่ในช่วงเวลา 100,000 ปีก่อน มีขนาดสมองเฉลี่ย 1,200 – 1,500 มล. ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาตรสมองของมนุษย์ในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีขนาดความสูงที่ใกล้เคียงกับชาวจีนทางภาคเหนืออีกด้วย ปัจจุบันนี้ ได้มีการค้นพบโบราณวัตถุในยุคหินเก่า กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ 20 กว่ามณฑลทั่วประเทศ อันแสดงถึงขอบเขตในการดำเนินชีวิตของคนในยุคนั้น ซึ่งกินพื้นที่กว้างขวางพอสมควรทีเดียว
ยุคหินใหม่
เมื่อถึงช่วงเวลา 10,000 ปีก่อน มนุษย์เข้าสู่ยุคหินใหม่ ซึ่งในยุคนี้ภูมิอากาศบนโลกทวีความอบอุ่นขึ้น ผู้คนทยอยกันเดินทางออกจากบริเวณป่าเขา ย้ายเข้าสู่พื้นที่ราบ เพื่อปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ผู้คนเลือกที่จะอาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชนใกล้แหล่งน้ำ สร้างบ้านเรือน เริ่มผลิตเครื่องปั้นดินเผา เกิดเป็นสังคมเกษตรยุคแรกเริ่ม เริ่มต้นการดำเนินชีวิตที่เป็นหลักแหล่ง ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคการขุดเจาะและฝนลับเครื่องมือหินมีมากขึ้น เครื่องมือที่สร้างขึ้นมีรูปแบบมากขึ้นแตกต่างไปตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน
จากการศึกษาของนักโบราณคดีพบว่าลักษณะการกระจายตัวของแหล่งโบราณวัตถุยุคหินใหม่ที่พบในประเทศจีน มีความคล้ายคลึงกับโครงสร้างประชากรของจีนในยุคนี้เป็นอย่างมาก โดยมีการรวมตัวหนาแน่นอยู่ในเขตริมฝั่งแม่น้ำทางภาคตะวันออก สำหรับอาหารที่ใช้ในการบริโภค หากเป็นทางตอนใต้ก็เพาะปลูกข้าว ส่วนทางตอนเหนือก็ปลูกข้าวโพด ซึ่งเมื่อ 9,000 ปีก่อน ก็เริ่มมีการเพาะปลูกข้าวแล้ว ดังนั้นจึงเป็นการบ่งบอกว่าต้นกำเนิดของข้าวในจีนไม่ได้มาจากอินเดีย
ในช่วง 8,000 ปีก่อน พวกเขาก็เริ่มรู้จักการแกะสลักหยก คิดค้นวิธีการทอผ้า เครื่องดนตรีก็มีการแบ่งเสียงเป็น 7 ระดับ โดยสามารถบรรเลงในระดับเสียงต่าง ๆได้แล้ว อีกทั้งยังพบว่ามีการแกะสลักเป็นรูปสัญลักษณ์ต่าง ๆอีกด้วย นอกจากนี้ ในบรรดาวัตถุโบราณในสมัย 7,000 ปีก่อนที่ขุดพบนั้น มีซากเรือขุดและพายที่ทำจากไม้ ซึ่งแสดงว่าได้มีการสร้างพาหนะในการเดินทางทางน้ำและได้มีการเลี้ยงวัวเพื่อใช้สอย เมื่อถึงยุคของวัฒนธรรมหยั่งเสาเมื่อ 6,000 ปีก่อน ก็ได้มีการผลิตเครื่องลายครามลวดลายต่าง ๆที่งดงาม อีกทั้งยังมีการสร้างกำแพงเมืองขนาดเล็กด้วยเทคนิคการกระทุ้งดินให้แน่นอีกด้วย เมื่อถึงยุค 5,000 ปีก่อนก็สามารถเพาะเลี้ยงตัวไหม และใช้ใยไหมมาทักทอเป็นผ้าได้ อีกทั้งยังมีความสามารถในการผลิตทองแดง และสร้างเครื่องมือสำริดชิ้นเล็ก ๆได้แล้ว
นอกจากนี้ บริเวณเมืองโบราณในแถบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงและแม่น้ำฮวงโห ยังได้ขุดพบหลักฐานที่เป็นตัวอักษรซึ่งมีอายุประมาณ 4,000 ปีอีกด้วย อักษรโบราณดังกล่าวจารึกเรื่องราวต่าง ๆเกี่ยวกับเทพแห่งเกษตรกรรมที่ได้เพาะปลูกธัญพืช เรื่องราวของชายาของจักรพรรดิเหลืองหรือหวงตี้ นามเหลยจู่ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นการทอผ้า เรื่องราวเกี่ยวกับขุนนางของหวงตี้ที่ประดิษฐ์ตัวอักษร รถ เรือและสงครามระหว่างหวงตี้กับชือโหยว เป็นต้น การค้นพบเหล่านี้เองได้แสดงว่าตำนานเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องที่เล่าขานกันมา พวกมันสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีนที่มีมาแต่ครั้งโบราณกาล
มนุษย์เมื่อครั้งโบราณอยู่อาศัยร่วมกันเป็นชุมชน ดังนั้นการขุดพบแหล่งโบราณคดีในปัจจุบันจึงมักสามารถเห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ร่วมกันของชุมชนนั้น เช่น จากการฝังศพสามารถทราบถึงลำดับในการฝัง เมื่อกาลเวลาผ่านไป จำนวนประชากรในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ก็จะเป็นเช่นเดียวกับการแบ่งตัวของเซล ซึ่งต้องแยกตัวออกไปตั้งหลักฐานของชนเผ่ายังที่แห่งใหม่ ระหว่างพวกเขาร้อยรัดสัมพันธ์กันทางสายเลือด เกิดเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
หวงตี้หรือจักรพรรดิเหลืองหัวหน้าเผ่าหัวเซี่ยซึ่งเป็นต้นตระกูลชนชาติจีน "อิทธิพลของชนเผ่าหัวเซี่ยขยายออกไปจนจรดมณฑลชานตงในปัจจุบัน ภายหลัง เพราะเพื่อการแย่งชิงอำนาจกัน หวงตี้และเหยียนตี้ได้ทำสงครามกันที่ปั่นเฉวียน สุดท้ายเหยียนตี้พ่ายแพ้ หวงตี้ซึ่งเดิมครอบครองพื้นที่ทางตอนเหนือก็แผ่ขยายอิทธิพลลงใต้ จนถึงลุ่มน้ำแยงซีเกียงและฮั่นสุ่ย ถึงตอนนี้ชนเผ่าหัวเซี่ยก็แผ่ขยายอิทธิพลออกไปอย่างกว้างขวาง ราชวงศ์หวี เซี่ย และโจวในยุคต่อมา ล้วนเป็นเชื้อสายจากหวงตี้ทั้งสิ้น"
เมื่อถึงยุคสังคมดั้งเดิมตอนปลาย ก็มีชนเผ่าต่าง ๆและชุมชนมากมายอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินจีน นักโบราณคดีได้จัดหมวดหมู่ชุมชนเหล่านี้ออกเป็น ‘เผ่าหัวเซี่ย ’ ‘เผ่าตงอี๋ (’และ ‘เผ่าเหมียวหมาน’ โดยชนเผ่าหัวเซี่ยอยู่ภายใต้การนำของหวงตี้และเหยียนตี้ ซึ่งแต่เดิมกลุ่มคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในแถบมณฑลเสียซีในปัจจุบัน ต่อมาขยายอาณาเขตออกไปทางทิศตะวันออก บ่อยครั้งที่พวกเขาต้องทำสงครามกับชนเผ่าตงอี๋ที่มาจากตะวันตกและพวกเหมียวหมานที่มาจากทิศเหนือ
จากตำนานว่าด้วยสงครามที่จัวลู่ หวงตี้และเหยียนตี้รบชนะชนเผ่าตงอี๋ที่นำโดยชือโหยว ทำให้อิทธิพลของชนเผ่าหัวเซี่ยขยายออกไปจนจรดมณฑลชานตงในปัจจุบัน ภายหลัง เพราะเพื่อการแย่งชิงอำนาจกัน หวงตี้และเหยียนตี้ได้ทำสงครามกันที่ปั่นเฉวียน สุดท้ายเหยียนตี้พ่ายแพ้ หวงตี้ซึ่งเดิมครอบครองพื้นที่ทางตอนเหนือก็แผ่ขยายอิทธิพลลงใต้ จนถึงลุ่มน้ำแยงซีเกียงและฮั่นสุ่ย ถึงตอนนี้ชนเผ่าหัวเซี่ยก็แผ่ขยายอิทธิพลออกไปอย่างกว้างขวาง ราชวงศ์หวี เซี่ย และโจว ในยุคต่อมา ล้วนเป็นเชื้อสายจากหวงตี้ทั้งสิ้น
สังคมก่อนประวัติศาสตร์นั้น เนื่องจากกำลังการผลิตยังน้อย ผู้คนจึงได้แต่อาศัยการรวมพลังกันจึงจะสามารถอยู่รอดได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องร่วมแรงร่วมใจกันทำงานและมีการแบ่งสันปันส่วนอาหาร และเพื่อการอยู่รอดอีกทั้งมีการพัฒนาต่อไปนี้เอง พวกเขาจึงต้องคัดเลือกหัวหน้าที่ฉลาด มีความสามารถและยุติธรรม เพื่อเป็นผู้นำในการผลิต และสามารถต่อสู้กับผู้รุกรานจากภายนอกอีกด้วย
คำเล่าขานในประวัติศาสตร์โบราณระบุว่า เหยา สืบทอดให้ซุ่น ซุ่นสืบทอดให้หวี่ หวี่สืบทอดให้เกาเถา และเมื่อเกาเถาตายลง อี้ ซึ่งได้รับเลือกเป็นทายาทสืบตำแหน่งหัวหน้าก็จะทำหน้าที่นำเผ่าต่อ หัวหน้าเผ่าผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดแต่อย่างใดเลย พวกเขาต่างได้รับเลือกจากความสามารถแท้ๆ โดยทางประวัติศาสตร์แล้วเราเรียกวิธีปฏิบัติเช่นนี้ว่า “การสละราชบัลลังก์” ซึ่งยุคนี้ผู้คนยังมีความเท่าเทียมกัน ทรัพย์สินทั้งหมดถือเป็นของส่วนกลาง ดังนั้นจึงไม่มีการแย่งชิงและโจรผู้ร้าย นักโบราณคดีเรียกสังคมในยุคนี้ว่า ‘สังคมเอกภาพ
ชุมชนในยุคนั้น ต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติที่รุนแรงท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย เพื่อความอยู่รอดและการพัฒนาตัวเอง อันจะเห็นได้จากเรื่องเล่าขานโบราณเกี่ยวกับต้าหวี่ปราบอุทกภัย โดยเริ่มจากสมัยเหยาที่ต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งร้ายแรง จึงสั่งให้กุ่น ซึ่งเป็นบิดาของหวี่ไปหาทางแก้ไข กุ่นได้ใช้วิธีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทว่าหลังจากทำงานด้วยความอุตสาหะอยู่ 9 ปี ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
ดังนั้น เมื่อซุ่นสั่งให้หวี่กั้นน้ำ หวี่ที่ได้รับสืบทอดประสบการณ์จากกุ่น จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการขุดคลองเพื่อชักน้ำ เขามุ่งมั่นนำพาพลเมืองให้ร่วมกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ถึงกับไม่กลับบ้าน เป็นเวลา 8 ปี (บ้างว่า 13 ปี) ในที่สุดก็สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นผลสำเร็จ เรื่องเล่าขานนี้ได้สะท้อนถึงสภาพจิตใจของชุมชนที่ไม่หวั่นหวาดครั่นคร้ามต่อภัยธรรมชาติ
เมื่อกำลังการผลิตมีเพิ่มมากขึ้น ย่อมมีผลผลิตที่เหลือจากความต้องการ เหล่าเชลยศึกที่ถูกจับมาก็ไม่ถูกสังหาร แต่จะถูกนำตัวมาเป็นทาสเพื่อบังคับให้เป็นแรงงานในการผลิต โดยผลผลิตที่ได้จะตกเป็นของนายทาสนั้น สภาพการณ์เช่นนี้ ได้ก่อรูปรากฏการณ์สำคัญคือ การยึดกรรมสิทธิครอบครองทรัพย์สิน นักโบราณคดีได้ค้นพบว่าในวัฒนธรรมหลงซาน นั้น ในการฝังศพ นอกจากโลงที่บรรจุศพนั้นแล้ว ยังมีข้าวของเครื่องใช้ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงฐานะความร่ำรวยทางสังคม บางหลุมมีเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมาก หยกหินประดับ งาช้างและเขี้ยวฟันล่างของหมู เป็นต้น บางหลุมศพมีขนาดไม่ใหญ่นักและมีเครื่องปั้นดินเผาเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีศพที่ฝังโดยไม่มีโลง อีกทั้งไม่มีสิ่งของที่ฝังพร้อมศพมาด้วย มีบ้างถึงกับถูกทิ้งอยู่ตามอุโมงค์ห้องใต้ดินหรือแม้แต่ลำห้วย
ทั้งนี้ ก็เพราะได้มีกลุ่มผู้นำจำนวนหนึ่งใช้อำนาจสิทธิพิเศษสร้างความร่ำรวย ทำให้เกิดความแตกต่างของกลุ่มคนรวยคนจน จนกลายเป็นความเหลี่ยมล้ำที่รุนแรงในสังคม สภาพโครงสร้างสังคมที่ยังเป็นยุคดึกดำบรรพ์นี้ เริ่มกลายเป็นสังคมลำดับชั้นขึ้น อันเป็นสัญญาณของการสิ้นสุดยุคสมัย ระหว่างนี้ เริ่มมีการทำสงครามแย่งชิงทรัพย์สินเงินทองและแรงงานทาสระหว่างชนเผ่าเกิดขึ้น และเพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรู ก็ได้มีการสร้างคูกำแพงเมือง อีกทั้งยังมีการผลิตอาวุธเพื่อเตรียมพร้อมรบทุกเมื่ออีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดกฎระเบียบใหม่ ๆ เพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของกลุ่มผู้นำชนเผ่าที่ได้รับสิทธิพิเศษ พวกเขาละทิ้งหลักปฏิบัติเดิมของสังคมเอกภาพ การ ‘สละราชบัลลังก์’ ถูกระบบใหม่กลืนหายสูญพันธุ์ไปในที่สุด
สังคมเอกภาพดับสูญลงเมื่อเซี่ยหวี่ตายลง บุตรชายของหวี่ก็สังหารอี้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้า และเริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าโดยสายเลือดในระบบวงศ์วานว่านเครือ ซึ่งเรียกกันว่าสังคมกินดีอยู่ดี จากนั้นมา ประวัติศาสตร์จีนก็ก้าวเข้าสู่ราชวงศ์แรกที่มีการสืบทอดบัลลังก์อำนาจโดยสายเลือด นั่นคือ สมัยราชวงศ์เซี่ย




เครื่องมือเสื่ยงทาย
"ติ่ง" ทำจากดินเผา เป็นเครื่องมือในการหุงหาอาหาร
"ติ่ง" 4 ขา สมัยซาง ใช้ในการเซ่นไหว้บรรพบุรุษและบ่งบอกฐานะทางสังคม
มังกรหยกสลัก เครื่องประดับสมัยซาง
หยกสลักรูปคน เครื่องประดับสมัยซาง
หงส์หยกสลัก เครื่องประดับสมัยซาง
ภาชนะบรรจุเหล้ารูปนกทำด้วยสำริด สมัยซาง
ภาชนะบรรจุเหล้าทำด้วยสำริด สมัยซาง
ภาชนะบรรจุเหล้ารูปหมูทำด้วยสำริด สมัยซาง
ขวานสำริดรูปหน้าสัตว์ สมัยซาง
แผนที่แว่นแคว้นต่าง ๆและเมืองหลวงเฮ่าจิงสมัยโจวตะวันตก
ป้อมที่คุมขังโจวป๋อชั่งหรือโจวเหวินหวัง
ขวานสำริดซึ่งโจวอู่หวังพระราชทานเป็นเครื่องยศให้คังซู่เมื่อครั้งไปครองเมืองเว่ย
อักษรจีนที่แกะสลักลงบนภาชนะ ‘กุ้ย’
ห้านักปราชญ์ซึ่งถือเป็นผู้นำทางความคิดในสมัยชุนชิวจั้นกว๋อได้แก่ เหลาจื่อ สวินจื่อ จวงจื่อ ม่อจื่อและขงจื่อ ตามลำดับจากซ้ายมาขวา
กำแพงเมืองจีน หนึ่งในผลงานมหัศจรรย์ของจิ๋นซีฮ่องเต้
หุ่นปั้นดินเผากองทัพนักรบในมหาสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้อันลือลั่น
ราชลัญจกรหยกของหลี่ว์ฮองเฮาในฮั่นเกาจู่ สลักคำว่า ‘หวงโฮ่วจือสี่’ ซึ่งหมายถึงราชลัญจกรในฮองเฮา
หวังเจาจวิน ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสี่ยอดหญิงงามแห่งยุคของจีน
ชุดหยก ทำจากแผ่นหยกนับพันชิ้นเรียงร้อยด้วยเส้นไหมทองคำ
"กวงอู่ตี้ " - ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก อดีตผู้นำกองกำลังลี่ว์หลิน "หลิวซิ่ว"
เครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหว จากการคิดค้นของจางเหิง สร้างขึ้นในคริสตศักราช 132 ถือเป็นเครื่องวัดแผ่นดินไหวเครื่องแรกของโลก
อ้วนเสี้ยว
แผนที่การแบ่งอาณาเขตสมัยสามก๊ก
บุคคลสำคัญในก๊กวุ่ย จากซ้ายมาขวา ได้แก่ โจโฉ โจผี โจสิด สุมาอี้
บุคคลสำคัญในก๊กสู จากซ้ายมาขวา ได้แก่ เล่าปี่ ขงเบ้ง กวนอู เตียหุย
บุคคลสำคัญในก๊กอู๋ จากซ้ายมาขวา ได้แก่ ซุนเจี้ยน ซุนเช่อ ซุนกวน จิวยี่
คำจารึกที่สลักไว้บนแผ่นไม้หน้าสุสานของหวังหมิ่น จิ้นตะวันตกเป็นยุคสมัยที่อักษรจีนเริ่มพัฒนาสู่รูปแบบที่ใช้ในปัจจุบัน
หยางเจียน สุยเหวินตี้ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุย
หลี่มี่ผู้นำกองกำลังหวากั่ง
ภาพสลักหนึ่งใน 6 ยอดอาชา โดยมีบันทึกว่าเคยเป็นม้าคู่ใจของโต้วเจี้ยนเต๋อ
แผนผังคลองขุดต้ายุ่นเหอ
สะพานเจ้าโจวหรือสะพานหินอันจี้ อายุกว่า 1,400 ปี ได้ชื่อว่าเป็นสะพานโบราณที่หนึ่งแห่งแผ่นดิน
ถังไท่จงหลี่ซื่อหมิน
ภาพเขียนจำลองเหตุการณ์คณะทูตจากถู่ฟานเข้าพบถังไท่จงเพื่อสู่ขอองค์หญิงจากราชวงศ์ถัง
ภาพลายปักอู่เจ๋อเทียนหรือบูเช็กเทียน
ตำหนักหัวชิง อยู่ในเขตราชอุทยานในสมัยถัง สระหัวชิง เป็นที่มาของภาพกุ้ยเฟยสรงสนานอันเลื่องชื่อ (ตำหนักได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในภายหลัง)
แผนที่ราชวงศ์ถังตอนต้น
ภาพเขียนชีวิตประจำวันของผู้หญิงในสมัยถัง
สถูปทองคำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบจากห้องใต้ดินวัดฝ่าเหมิน (บน)
ตำรา‘จิ่วจิง’ ที่ได้จัดพิมพ์ขึ้นในยุคนี้ อันเป็นจุดเริ่มของธุรกิจการพิมพ์ที่รุ่งเรืองและแพร่หลายสู่ประชาชนในยุคต่อมา
อักษรชี่ตันที่ดัดแปลงจากอักษรฮั่น (ซ้าย)อักษรฮั่น (ขวา)อักษรชี่ตัน
หอฟ้า วัดหัวเหยียนเมืองต้าถง ถือเป็นตัวแทนสถาปัตยกรรมแบบเหลียวที่หลงเหลืออยู่
เหยือกเหล้าแก้วตกแต่งด้วยเงินและทอง ขุดพบจากสุสานขององค์หญิงเหลียว
เจดีย์ไม้แปดเหลี่ยมที่ต้าถง สูง 5 ชั้น สร้างในปี 1056 ปัจจุบันเป็นเจดีย์ไม้ที่มีอายุเก่าแก่และสูงที่สุดในประเทศจีนที่ยังหลงเหลืออยู่
ภาพ “ชิงหมิงซ่างเหอถู” สะท้อนภาพวิถีชีวิตชาวเมืองไคเฟิงริมฝั่งแม่น้ำในเทศกาลเชงเม็ง ถือเป็นผลงานที่ทรงคุณค่าแห่งยุค
ตัวอักษรซีเซี่ย
จวนขุนศึกตระกูลหยาง
ภาพวาดฝีพระหัตถ์ซ่งฮุยจง
เหรียญกษาปณ์สมัยซ่ง (ซ้าย) ตัวอักษรเป็นเฉ่าซูหรือเส้นลายมือหวัด ซึ่งไม่เคยปรากฏในเหรียญที่ผลิตโดยราชสำนัก
ภาพวาดของคนเผ่าหนี่ว์เจิน
จินไท่จู่ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรจิน (1068-1123)
เทือกเขาฉางไป๋ซัน ดินแดนต้นกำเนิดของเผ่าหนี่ว์เจินผู้ก่อตั้งอาณาจักรจิน