เข้าระบบอัตโนมัติ

ประวัติศาสตร์จีน ลำดับราชวงศ์กษัตริย์ต่างๆในประวัติศาสตร์จีน


  • 1
  • 2
เตียบ่อกี้
#21   [ 27-01-2008 - 09:21:09 ]

ซ่งใต้ (ค.ศ. 1127 – 1279)

ราชวงศ์ซ่งใต้ (南宋) ก่อตั้งขึ้นโดยเจ้าโก้ว (赵构) ชาวฮั่นซึ่งเป็นทายาทของตระกูลเจ้า ที่สืบทอดมาจากราชวงศ์ซ่งเหนือ ก่อตั้งราชธานีขึ้นในบริเวณดินแดนแถบเจียงหนาน (พื้นที่ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง) เรียกว่าเมืองหลินอัน (临安; ปัจจุบันคือเมืองหางโจว ในมณฑลเจ้อเจียง) โดยเจ้าโก้วนั้นสถาปนาตนขึ้นเป็น ซ่งเกาจง (宋高宗) ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ซ่งใต้ กระนั้นตลอดระยะเวลา 153 ปีของราชวงศ์ซ่งใต้ รวมฮ่องเต้ 9 พระองค์ ราชวงศ์นี้กลับตกอยู่ภายใต้การคุกคามของอาณาจักรจิน (คนไทยมักเรียกว่า “กิม”) โดยตลอด จนกระทั่งพบจุดจบภายใต้เงื้อมมือของชนเผ่ามองโกล

ความขัดแย้งภายในและความอ่อนแอของราชวงศ์ซ่งใต้อันเป็นมรดกตกทอดมาจากราชวงศ์ซ่งเหนือ ทำให้ตลอดเวลา 150 กว่าปีของราชวงศ์ซ่งใต้ ชาวฮั่นไม่มีโอกาสที่จะกลับไปยึดครองดินแดนทางภาคเหนือคืนได้อีกเลย โดยพรมแดนทางตอนเหนือสุดของราชวงศ์ซ่งใต้ที่ติดกับเขตแดนของอาณาจักรจินนั้นก็คือ เส้นลากจากแม่น้ำเว่ยสุ่ย (淮水) ผ่านสองเขต ถัง (唐; ปัจจุบันคือถังเหอ มณฑลเหอหนาน) และ เติ้ง (ปัจจุบันคือตำบลเติ้งตะวันออก ในมณฑลเหอหนาน) ไปสิ้นสุดที่ด่านฉินหลิงต้าซ่าน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในบริเวณมณฑลส่านซี ขณะที่พรมแดนทางด้านอื่นๆ นั้นยังคงเดิมเหมือนกับราชวงศ์ซ่งเหนือ

หลังจากกองทัพจินบุกเข้าเมืองไคเฟิงกวาดต้อน ซ่งฮุยจงและซ่งชินจง สองฮ่องเต้แห่งซ่งเหนือ รวมถึงเชื้อพระวงศ์ ไปเป็นเชลย อีกทั้งปล้นสะดมทรัพย์สินในท้องพระคลังไปจนหมดสิ้นจนกระทั่งราชวงศ์ซ่งเหนือล่มสลาย ในเดือนสองปี ค.ศ.1127 เนื่องด้วยปีดังกล่าวนั้นเป็นปีแรกของศักราชจิ้งคัง (靖康元年) ทำให้นักประวัติศาสตร์จีนเรียกเหตุการณ์การจับสองฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือไปเป็นเชลยว่าเป็น เหตุการณ์ปีจิ้งคัง หรือ ทุกขภัยสมัยจิ้งคัง (靖康之变)
ต่อมาในเดือนห้าของปีเดียวกัน เชื้อพระวงศ์และแม่ทัพของกองทัพราชวงศ์ซ่งเหนือที่ล่มสลายนามเจ้าโก้ว ได้อาศัยช่วงเวลาที่กองทัพจินถอนทัพตั้งราชวงศ์ซ่งขึ้นใหม่ที่เมือนหนานจิง (ปัจจุบันคือเมืองซังชิว มณฑลเหอหนาน) และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ซ่งเกาจง ในปีถัดมา (ค.ศ.1128) ซ่งเกาจงได้ย้ายราชธานีมาอยู่ที่เมืองหลินอัน (เมืองหางโจวในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเมืองทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง และเป็นเมืองที่มีภูมิชัยค่อนข้างดีในการตั้งรับการรุกรานจากอาณาจักรจิน

ทั้งนี้นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังได้เรียกขานราชวงศ์ที่ตั้งขึ้นใหม่ ณ ดินแดนเจียงหนานนี้ว่า “ราชวงศ์ซ่งใต้”

หลังยึดดินแดนในแถบเจียงหนานเป็นฐานที่มั่นได้ ฮ่องเต้ซ่งเกาจง ได้แต่งตั้งหลี่กัง (李纲)ขึ้นมาดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี และจงเจ๋อ (宗泽) ขุนนางที่ภักดีต่อราชวงศ์ซ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งเสนาบดี ทั้งยังดำเนินยุทธวิธีทางการทหารหลายประการ เพื่อปกป้องตนเองจากการรุกรานของชนเผ่าจินอย่างแข็งขัน ด้วยการกุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพื้นที่ต่างๆ, พัฒนายุทโธปกรณ์ทางการทหารให้มีความทันสมัยขึ้น, ปฏิรูประบบการทหารเพิ่มความเข้มแข็งให้กับกองทัพ ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จพอสมควร อย่างไรก็ตามเนื่องจากฮ่องเต้ราชวงศ์ซ่งใต้มีบัญชาให้ดำเนินนโยบายสันติและปกป้องดินแดนเป็นหลัก ทั้งยังมีแนวนโยบายพื้นฐานให้ขุนนางฝ่ายบุ๋นเป็นฝ่ายควบคุมขุนนางฝ่ายบู๊ ยกการเมืองเหนือการทหาร ส่งผลให้การขยายดินแดน การยึดครองดินแดนที่เสียไปในราชวงศ์ซ่งเหนือไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ และก็ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้หลี่กังซึ่งสนับสนุนให้มีการดำเนินนโยบายยึดดินแดนที่เสียไปกลับคืนมาดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีได้เพียง 75 วันก็ถูกปลด ขณะที่เสนาบดีจงเจ๋อถึงกับตรอมใจตาย

ในประเด็นดังกล่าวนี้ นักประวัติศาสตร์จีนได้มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ฮ่องเต้ซ่งเกาจงไม่ต้องการให้กองทัพของพระองค์บุกขึ้นเหนือไปยึดดินแดนคืนจากพวกจินก็เพราะว่า หนึ่งพระองค์เกรงกลัวต่อกองทัพจิน และสองพระองค์เกรงกลัวว่าหากสามารถปราบพวกจินได้ฮ่องเต้สองพระองค์ที่ถูกจับเป็นเชลยไปคือ ซ่งฮุยจงและซ่งชินจงจะกลับมาแย่งบัลลังก์จากพระองค์ไป ... ด้วยความขัดแย้งอันนี้นี่เองที่ทำให้ภายในราชสำนักซ่งใต้เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างขุนนางฝ่ายเหยี่ยวและขุนนางฝ่ายพิราบโดยตลอด

ในปี ค.ศ.1128 กองทัพจินได้ทียกทัพลงมารุกรานดินแดนทางตอนใต้อีกครั้ง โดยสามารถบุกตีเมืองสำคัญๆ ได้หลายแห่ง คือ เ+++ยนจิง (汴京), สีว์โจว (徐州), หยางโจว (扬州) เป็นต้น ต่อมาในฤดูหนาวปีเดียวกันแม่ทัพของจินนามอูจู๋ (兀术) ได้ยกทัพใหญ่บุกเมืองเจี้ยนคัง (建康) และ หางโจว เมื่อฮ่องเต้ซ่งเกาจงเห็นสถานการณ์กำลังตกอยู่ในภาวะคับขันพระองค์จึงหลบหนีไปยังเมืองติ้งไห่ (定海; ปัจจุบันคือเมืองเจิ้นไห่ มณฑลเจ้อเจียง) และเวินโจว ในเวลาเดียวกันเนื่องจากระหว่างการยกทัพมารุกรานชาวฮั่น ทหารจินได้ทำการฆ่าฟันชาวฮั่นด้วยความโหด+++ม ทำให้ในหลายๆ พื้นที่ชาวบ้านมีความโกรธแค้นทหารจินเป็นอย่างมาก จนกระแสการต่อต้านกองทัพจินในหลายพื้นที่นั้นพุ่งขึ้นสูง

ในภาวะวิกฤตของชาติเช่นนี้นี่เอง ทำให้ในกองทัพของราชวงศ์ซ่งใต้ก่อกำเนิดขุนศึกเลื่องชื่อเกิดขึ้นหลายคน โดยหนึ่งในขุนศึกที่ชนรุ่นหลังรู้จักกันดีที่สุดก็คือ งักฮุย

งักฮุย หรือ เย่ว์เฟย (ค.ศ.1103-1142)

เกิดในครอบครัวชาวนาในมณฑลเหอหนาน ค.ศ.1125 ขณะที่งักฮุยอายุได้ 22 ปี เมื่อกองทัพจินบุกลงใต้ เขาได้ร่วมกับกองทัพในการปกป้องเมืองไคเฟิง ด้วยความเก่งกาจในการรบของงักฮุยทำให้เขาได้รับชัยชนะในการต่อสู้กับกองทัพจินโดยตลอด ในเวลาต่อมาเมื่อได้เลื่อนขึ้นเป็นแม่ทัพ งักฮุยได้ฝึกฝนกองทัพอันเข้มแข็งของตัวเองขึ้นในในนาม “กองทัพงักฮุย (岳家军)” ความเข้มแข็งและชัยชนะอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทหารจินนั้นครั่นคร้ามต่อกองทัพงักฮุยเป็นอย่างยิ่ง จนมีคำร่ำลือกันในหมู่ทหารจินว่า “โยกภูเขานั้นง่าย คลอนทัพงักฮุยนั้นยากยิ่ง”

ในปี ค.ศ.1140 ภายในอาณาจักจินเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยแม่ทัพสายเหยี่ยวอย่างอูจู๋ขึ้นมามีอิทธิพลในราชสำนักจิน ส่งผลให้ในเวลาต่อมากองทัพจินยกทัพลงมารุกรานอาณาจักรซ่งใต้อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการแบ่งการเดินทัพออกเป็นหลายสาย อย่างไรก็ตามด้วยการต่อต้านอันเข้มแข็งของประชาชนและทหารซ่งทำให้สามารถยันกองทัพจินเอาไว้ได้ นอกจากนี้ด้วยความกล้าหาญและสามารถของแม่ทัพแห่งราชวงศ์ซ่งหลายต่อหลายนายอย่างเช่น หานซื่อจง (韩世忠), จางจุ้น (张俊) รวมไปถึงงักฮุย ทำให้นอกจากจะสามารถป้องกันอาณาเขตไว้ได้แล้ว กองทัพซ่งยังสามารถรุกเอาดินแดนคืนได้อีกมากมายด้วย โดยกองทัพของงักฮุยสามารถยึดเอาไช่โจว (蔡州; ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอหนาน) อิ่งชาง (颍昌; ปัจจุบันอยู่ในเหอหนาน) เจิ้งโจว และลั่วหยาง คืนมาจากจินได้ โดยในเวลาต่อมากองทหารม้าของงักฮุยยังสามารถรักษาเหยี่ยนเฉิง (郾城; ปัจจุบันอยู่ในเหอหนาน) และตีกองทัพทหารม้าอันเข้มแข็งของอูจู๋เสียกระเจิงอีกด้วย โดยชัยชนะครั้งนั้นในหน้าประวัติศาสตร์จีนบันทึกเอาไว้ว่าคือ “ชัยชนะที่เหยี่ยนเฉิง (郾城大捷)”

ณ เวลานั้นแม้ว่าสถานการณ์จะเป็นใจอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูประเทศของราชวงศ์ซ่งใต้ แต่ฮ่องเต้ซ่งเกาจงที่ได้รับคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรีนามฉินฮุ่ย (秦桧) กลับมีแนวนโยบายในการเจรจาสงบศึกกับอาณาจักรจิน โดยมองว่างักฮุยนั้นคืออุปสรรคของการเจรจา ทำให้มีการส่งป้ายทองอาญาสิทธิ์ 12 ป้ายภายในวันเดียวเรียกให้งักฮุยถอนทัพกลับมาทางใต้ แม้งักฮุยจะพยายามฝืนคำสั่งของราชสำนักเช่นไรแต่สุดท้ายก็ทัดทานไว้ไม่ไหวต้องยกทัพกลับเมืองหลวง ปล่อยให้กองทัพจินยึดดินแดนคืนกลับไป
หลังงักฮุยถอนทัพกลับมายังเมืองหลวง ฉินฮุ่ยก็ใส่ร้ายว่างักฮุยนั้นมักใหญ่ใฝ่สูง คิดการใหญ่จะก่อกบฏล้มล้างราชสำนักจนถูกส่งเข้าคุก ในเวลาเดียวกันราชสำนักซ่งก็บรรลุข้อตกลงในสัญญาสงบศึกกับอาณาจักรจิน สัญญาสงบศึกดังกล่าวลงนามกันในปี ค.ศ.1411 อันเป็นปีที่ 11 ของศักราชเส้าซิงทำให้ได้ชื่อว่าเป็น “สัญญาสงบศึกเส้าซิง” สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่ซ่งใต้เสียเปรียบจินเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องซ่งใต้ต้องยอมลดตัวเป็น ‘บ่าว’ ยกย่องจินไว้เป็น ‘นาย’ ทุกปีซ่งต้องส่งของบรรณาการไปจิ้มก้องให้กับจินเป็นเงิน 250,000 ตำลึงกับผ้าไหมจำนวน 250,000 พับ ทั้งต้องยอมยกดินแดนถังโจว (唐州) เติ้งโจว (邓州) ทั้งหมดรวมไปถึงพื้นที่ครึ่งหนึ่งของ ซังโจว (商州) และฉินโจว (秦州) ให้กับจินด้วย ทั้งนี้ภายหลังการเซ็นสัญญาสงบศึกดังกล่าวได้ไม่นานงักฮุยก็ต้องโทษ “อาจจะมีก็ได้ (莫须有)”* ถึงขั้นประหารชีวิต

ทั้งนี้ในสมัยฮ่องเต้ซ่งใต้องค์ต่อๆ มาก็ยังมีการลงนามในสัญญาสันติภาพอีก 2 ครั้ง โดยมีความเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาเล็กน้อย คือ ในสมัยฮ่องเต้ซ่งเสี้ยวจง (宋孝宗) จินกับซ่งเปลี่ยนสถานะเป็นอากับหลาน โดยทุกๆ ปี ซ่งต้องส่งเงิน 200,000 ตำลึง และผ้าไหมจำนวน 200,000 พับให้กับจิน ขณะที่สัญญาสันติภาพในสมัยฮ่องเต้ซ่งหนิงจง (宋宁宗) อาณาจักรจินมีสถานะเป็นลุงของราชวงศ์ซ่ง ขณะที่ทุกๆ ปีซ่งจะต้องส่งเงิน 300,000 ตำลึง และผ้าไหมจำนวน 300,000 พับให้กับจิน

ซ่งใต้กับอิทธิพลของมองโกล
แม้ว่าหลังจากนั้นจะเกิดศึกสามเส้า เพื่อแย่งดินแดนทางภาคเหนือกันอย่างดุเดือดระหว่าง ชนเผ่ามองโกล ซีเซี่ย และจิน แต่ด้วยความอ่อนแอของราชสำนักซ่งใต้ ทำให้ชาวฮั่นไม่สามารถขยับขยายอาณาจักรของตนให้กว้างขวางได้แต่อย่างใด ทั้งนี้เมื่ออาณาจักรมองโกลเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ และกลืนอาณาจักรซีเซี่ยไปรวมกับตน ทัพมองโกลอัน+++มหาญก็หันมาสู้รบกับอาณาจักรจินที่อาจถือว่าเป็นรัฐกันชนที่ป้องกันอาณาจักรซ่งใต้จากการคุกคามของมองโกล

ภายใต้สภาวะสามเส้าดังกล่าว ราชสำนักซ่งกลับหันไปจับมือกับมองโกลเพื่อจัดการกับจิน โดยผลสุดท้ายแม้จะกำจัดอาณาจักรจินได้สำเร็จ แต่ซ่งใต้กลับไม่อาจยึดคืนดินแดนที่เคยเป็นของตนกลับมาได้ ทั้งความร่วมมือกับมองโกลยังแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของกองทัพซ่งใต้ให้เป็นที่ประจักษ์อีกด้วย
หลังจากสิ้นรัฐกันชนอย่างจินลง อาณาจักรมองโกลกับซ่งก็เกิดกรณีพิพาททางพรมแดนอยู่เสมอๆ โดยใน ปี ค.ศ.1278 กองทัพมองโกลยกทัพข้ามแม่น้ำแยงซีเกียงลงมาประชิดราชธานีหลินอัน ฮ่องเต้ซ่งกงตี้ (宋恭帝) และพระมารดาจึงตัดสินใจยอมจำนนต่อกองทัพมองโกล ขณะที่ขุนนางบางส่วนที่ยังมีจิตใจคิดสู้ก็ถอนทัพลงไปทางใต้ ถอยไปตั้งหลักยังฝูเจี้ยน กวางตุ้งและตั้งราชธานีชั่วคราวขึ้นโดยยกเจ้าซื่อ และ เจ้าปิ่งขึ้นเป็นฮ่องเต้นามซ่งตวนจง (宋端宗) และซ่งม่อจง (宋末帝) ตามลำดับ ขุนนางเหล่านั้นนำโดย เหวินเทียนเสียง (文天祥), ลู่ซิ่วฟู (陆秀夫), จางซื่อเจี๋ย (张世杰) อย่างไรก็ตามในเดือน 12 ของปีเดียวกัน กองทัพของเหวินเทียนเสียงก็ต้องพ่ายให้แก่กองทัพมองโกลอันแข็งแกร่ง โดยเหวินเทียนเสียงถูกจับเป็นเชลย ณ เมืองต้าตูและเสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1282
สำหรับเหวินเทียนเสียงนั้นถือเป็นขุนนางและนักกวีผู้มีชื่อเสียงเลื่องระบืออย่างยิ่งในฐานะผู้ยืดหยัดต่อต้านมองโกล และเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์อย่างยิ่ง โดยบทกวี กั้วหลิงติงหยาง (过零丁洋) ซึ่งในสองวรรคสุดท้ายเขียนเอาไว้ว่า “นับแต่อดีตมามีผู้ใดบ้างที่เคยหนีจากความตายได้ จะเหลือทิ้งไว้ก็แต่เพียงหัวใจอันสัตย์ซื่อนี้ที่ส่องสว่างอยู่ในประวัติศาสตร์ (人生自古谁无死, 留取丹心照汗青。)” เป็นประโยคที่คนจีนทุกคนยังท่องจำได้ขึ้นใจจนกระทั่งปัจจุบัน

ค.ศ.1279 ปีที่สองของรัชสมัยเสียงซิงของซ่งม่อตี้ กองทัพมองโกลยกทัพเข้าตีภูเขาหยาซานโดยคราวนี้ลู่ซิ่วฟูต้องแบกฮ่องเต้หลบหนีและหายสาบสูญไป ขณะที่จางซื่อเจี๋ยนั้นพลีชีพไปในการรบ จากเหตุการณ์นี้เองที่นักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของราชวงศ์ซ่งใต้




หวินตงเปียน
#22   [ 27-01-2008 - 11:17:05 ]

ไม่เห็นมีสมัยสุยและถังเลย



เตียบ่อกี้
#23   [ 27-01-2008 - 13:11:13 ]

ราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1271-1368)

ราชวงศ์หยวน หรือที่เรียกในนามว่าต้าหยวน (大元)เป็นมหาอาณาจักรที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยชนชาติมองโกลที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูงทางตอนเหนือของประเทศจีน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีชนกลุ่มน้อยสามารถเข้ายึดครองอำนาจการปกครองทั่วทั้งแผ่นดินจีนได้ ชาวมองโกลที่เชี่ยวชาญด้านการสัประยุทธ์ ไม่เพียงแต่ใช้กำลังทหารยึดครองเขตภาคกลางและพื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) ของจีนเท่านั้น แต่ยังได้แผ่ขยายแสนยานุภาพควบคุมไปจนถึงเขตเอเชียตะวันตก กลางเป็นราชวงศ์ที่มีขอบเขตการปกครองที่กว้างใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีประวัติศาสตร์จีนเป็นต้นมา

อุบัติกาลชนชาติมองโกล
ชนชาติมองโกล(蒙古族)จัดเป็นชนเผ่าเก่าแก่หนึ่ง ที่อาศัยการเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ในการดำรงชีวิต เนื่องจากอาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่แห้งแล้ง ทุรกันดาร มีอากาศหนาวจัด และเป็นที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาล ทำให้ชาวมองโกลเป็นคนที่มีความทรหดอดทน และเก่งกล้าสามารถในการขี่ม้าและยิงธนู กระทั่งช่วงศตวรรษที่ 12 ในชนเผ่ามองโกลได้บังเกิดยอดคนที่เป็นผู้นำขึ้นคนหนึ่งนามว่า เถี่ยมู่เจิน (铁木真) หรือเตมูจินที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของชนเผ่าด้วยการรวบรวมชาวมองโกลที่แตกแยกกระจัดกระจายได้สำเร็จ จนได้รับการขนานนามเป็น “เจงกิสข่าน” (成吉思汗)ในปีค.ศ. 1206 ภายใต้การนำของเจงกีสข่าน ชนเผ่ามองโกลได้เติบโตและเข้มแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นกองกำลังทางเหนือของจีนที่ไม่อาจดูแคลนได้อีกต่อไป ในขณะนั้น นอกจากอาณาจักรซ่งใต้ (南宋)แล้ว ยังมีอาณาจักรซีเซี่ย(西夏) และอาณาจักรจิน(金国)ที่จัดว่าเป็นดินแดนที่มีเอกราชอธิปไตยของตนอยู่ จนกระทั่งปี 1227 เจงกิสข่านได้นำทัพเข้าพิชิตดินแดนซีเซี่ย และสิ้นพระชนม์จบชีวิตอันเกรียงไกรของตนลงในปีเดียวกัน
แม้ว่าเจงกิสข่านจะสิ้นชีพไปแล้ว ทว่าด้วยรากฐานที่ได้วางเอาไว้ ส่งผลให้อาณาจักรของมองโกลมิเพียงไม่ถดถอย ซ้ำยังรุดหน้าขยายแผ่นดินไปเรื่อยๆ หลังจากกลืนแผ่นดินซีเซี่ยเป็นผลสำเร็จ ก็เบนเข็มต่อมายังอาณาจักรจิน ซึ่งถือว่าเป็นรัฐกันชนระหว่างอาณาจักรซ่งใต้กับมองโกล ซึ่งในช่วงเวลานั้น ราชสำนักซ่งใต้ ได้เลือกที่จะจับมือเป็นพันธมิตรกับมองโกล จนกระทั่งในปีค.ศ. 1234 กองทัพอัน+++มหาญของชนชาติที่ยิ่งใหญ่บนทุ่งหญ้า ก็สามารถพิชิตอาณาจักรจินที่กำลังเสื่อมถอยลงได้

สถาปนาราชวงศ์ต้าหยวน
หลังจากผ่านการสืบทอดอำนาจมาหลายรุ่น จากเจงกีสข่าน มาสู่วอคั่วข่าน กุ้ยโหยวข่าน เมิ่งเกอข่าน และเมื่อมาถึงสมัยของกุบไลข่าน หรือฮู+++เลี่ย (忽必烈) หลานของเจงกีสข่านผู้ขนานนามตนเองว่าหยวนซื่อจู่ (元世祖)ได้ยอมรับความคิดเห็นของขุนนางนามหลิวปิ่งจง, หวังเอ้อ สถาปนาราชวงศ์ต้าหยวนขึ้นในปีค.ศ. 1271 และย้ายราชธานีมาอยู่ที่ต้าตู (大都) หรือปักกิ่งในปัจจุบันโดยคำว่าหยวนมาจากคำในคัมภีร์โบราณของจีน “อี้จิง” (易经) โดยยังคงรักษาซั่งตู ให้เป็นเมืองหลวงทางตอนเหนือเอาไว้ ซึ่งเหตุการณ์นี้นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของอาณาจักรมองโกลผู้แผ่ขยายอาณาเขตไปจนถึงเปอร์เซีย รัสเซีย ที่แต่เดิมสนใจเพียงปล้นชิงขูดรีดจากแผ่นดินจีน กลายมาเป็นถือเป็นแผ่นจีนเป็นศูนย์กลางในการปกครองอาณาจักร อีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้ปักกิ่งค่อยๆกลายเป็นแหล่งศูนย์รวมทางการปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
แม้ว่าจะมีการตั้งเมืองหลวงอยู่ในต้าตูแล้ว ทว่า ณ เวลานั้นชนชาติมองโกลยังไม่สามารถครอบครองแผ่นดินจีนทั้งหมด ด้วยปณิธานที่ต้องการจะรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น กุบไลข่านจึงนำทัพบุกดินแดนซ่งใต้แล้วจับตัวฮ่องเต้ซ่งกงตี้กับพระมารดาไป ในห้วงเวลาดังกล่าวก็ยังมีขุนนางซ่งผู้จงรักภักดีอีกกลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านกองทัพมองโกลอย่างกล้าหาญ ทว่าในที่สุดราชวงศ์ซ่งใต้ก็ถูกพิชิตอย่างราบคาบในปี 1279 ราชวงศ์หยวนสามารถรวมแผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่นโดยมีอาณาเขตทางเหนือจรดแผ่นดินมองโกล ไซบีเรีย ทางใต้จรดหนันไห่ (ทะเลใต้) ตะวันตกเฉียงใต้ครอบคลุมไปถึงมณฑลหยุนหนัน (ยูนนาน) และทิเบตในปัจจุบัน ตะวันตกเฉียงเหนือไปถึงทางตะวันออกของซินเจียง (ซินเกียง) ตะวันออกเฉียงเหนือไปถึงทะเลโอคอตสค์ เป็นมหาจักรวรรดิแห่งแรกที่ครองพื้นที่ไปทั่วทั้งเอเชียและยุโรป

อารยธรรมอันรุ่งโรจน์ – มาร์โคโปโล เยือนจีน
ในยุคสมัยของหยวนซื่อจู่ ปฐมฮ่องเต้ในราชวงศ์หยวน ประเทศจีนในยามนั้นนับว่าเป็นประเทศที่แข็งแกร่งและมั่งคั่งมากแห่งหนึ่งในโลก จนกระทั่งมีบรรดาทูต พ่อค้าวาณิชย์ และนักท่องเที่ยวมากมายที่เดินทางเข้ามายังแผ่นดินจีน

นอกจากนั้นฮ่องเต้หยวนซื่อจู่เองก็ยังทรงโปรดให้นำชาวต่างชาติเข้ามาทำงาน และแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านต่างๆอย่างกว้างขวาง ทำให้ราชวงศ์หยวนเป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งในด้านสถาปัตยกรรม การแพทย์ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ การทำปืนใหญ่ และหัตถกรรมฯลฯ

และสืบเนื่องจากชนชั้นผู้ปกครองได้ทุ่มเทผลักดันการกสิกรรมแทนการเลี้ยงสัตว์เพียงอย่างเดียว ทำให้วิวัฒนาการทางการเกษตรในช่วงเวลานี้ได้พัฒนาไปเป็นอันมาก โดยเฉพาะเมื่ออาณาเขตได้แผ่ขยายไปจนถึงเอเชียตะวันตก ทำให้จีนกับยุโรปมีการไปมาหาสู่กันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น จนมีการถ่ายเทกรรมวิธีและความรู้ต่างๆไปมาอย่างรวดเร็ว

การแบ่งชั้นวรรณะและการปกครองอันเ...้ ยมโหด

ราชวงศ์หยวนเป็นยุคสมัยที่ประเทศต้องปกครองผู้คนหลากหลายชนชาติเผ่าพันธุ์ โดยมีประชากรที่เป็นชาวฮั่นมากที่สุด การปกครองในสมัยนั้นจึงยึดเอาชนชาติมองโกลเป็นกลุ่มชนหลักในการบริหารประเทศ
เพื่อปกครองและป้องกันการต่อต้นขัดขืนจากชาวฮั่นที่มีอยู่อย่างมหาศาลในแผ่นดินจีน ชนชั้นปกครองในสมัยนั้นจึงได้เลียนอย่างอาณาจักรจินที่มีการแบ่งชนชั้นของประชาชน ซึ่งในสังคมราชวงศ์หยวนชาวมองโกลทั้งหลายจะถูกจัดว่ามีฐานะทางสังคมสูงที่สุด รองลงมาจะเป็นพวกเซ่อมู่ (เป็นชื่อเรียกรวมผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์ทางตะวันตก อาทิพวกซี่เซี่ย หุยหุย ซีอี้ว์ เป็นต้น) จากนั้นก็เป็นชาวฮั่นทางเหนือที่เคยอยู่ใต้อาณัติการปกครองของอาณาจักรจิน ซึ่งรวมถึงชาวหนี่ว์เจิน ชี่ตาน ป๋อไห่ และที่ต่ำสุดก็คือชาวใต้ที่หมายถึงชาวฮั่นจากซ่งใต้ที่ถูกรวบเข้ามาอยู่ในอาณัติปกครองหลังสุด และแม้ว่าในสมัยนั้น ราชสำนักไม่ได้มีการออกกฎหมายการแบ่งชนชั้นออกมา ทว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนอยู่ในสิทธิอำนาจและหน้าที่ต่างๆของกฎหมายหลายๆฉบับ ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันที่มีอยู่


นอกจากการแบ่งชนชั้นแล้ว สมัยราชวงศ์หยวนยังมีการแบ่งระดับความสูงต่ำของอาชีพเอาไว้เป็น 10 ลำดับได้แก่ ระดับที่1 ขุนนาง 2 ข้าราชการ 3 พระสงฆ์ 4 นักบวชเต๋า 5 แพทย์ 6 กรรมกร (แรงงาน) 7 ช่างฝีมือ 8 โสเภณี 9 บัณฑิต 10 ขอทาน ซึ่งจะเห็นได้ว่า บรรดาบัณฑิต หรือปัญญาชนทั้งหลายได้สูญเสียจุดยืนความสำคัญที่เคยมีมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง ถูกจัดลำดับในสังคมอยู่ต่ำกว่ากระทั่งโสเภณีจนเกิดคำล้อเลียนเสียดสีในยุคสมัยนั้นว่า “หนึ่งขุนนางสองข้าราชการ เก้าบัณฑิตสิบขอทาน”ขึ้น

อย่างไรก็ตามเมื่อมีวัตถุอุดมสมบูรณ์มากขึ้น บรรดาชนชั้นปกครองของราชวงศ์หยวนก็เริ่มที่จะใช้ชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อฟอนเฟะ อีกทั้งเกิดการแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจภายในอย่างรุนแรง โดยหลังจากที่ฮ่องเต้เฉินจง ที่สืบทอดต่อจากหยวนซื่อจู่ ซึ่งนับว่ายังพอจะรักษาผลงานของกุบไลข่านไว้ได้บ้างแล้ว หลังจากนั้นในระยะเวลาสั้นๆเพียง 25 ปีนับตั้งแต่ปี 1308-1333 ราชวงศ์หยวนมีฮ่องเต้ถึง 8 พระองค์จากฮ่องเต้อู่จง เหรินจง อิงจง ไท่ติ้งตี้ เทียนซุ่นตี้ เหวินจง หมิงจง หนิงจง และหยวนซุ่นตี้ ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่ามีการแย่งชิงอำนาจอย่างหนักหน่วง โดยบางพระองค์ครองราชย์เพียงปีเดียวเท่านั้น

ในยุคหลังของราชวงศ์หยวน ฮ่องเต้แต่ละพระองค์ต่างใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือย เพื่อที่จะตอบสนองตัณหาของตน จึงขูดรีดภาษีจากประชาชนอย่างไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะกับชาวฮั่น ที่โดนกดขี่อย่างหนักหน่วง จนทำให้ชาวฮั่นทั้งหลาย ต้องเริ่มที่จะใช้วิธีการต่างๆในการตอบโต้กับการปกครองอัน+++มโหดนี้

กองทัพโพกผ้าแดงและการล่มสลายของราชวงศ์

ความฟอนเฟะในราชสำนักได้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งช่วงปลายราชวงศ์หยวน ชาวมองโกลในชนชั้นปกครองยิ่งขูดรีดประชาชนสาหัส ใช้ความรุนแรงและโหด+++มกับทาส มีการอายัดที่ดินจำนวนอย่างมหาศาลเพื่อเอาไปใช้เสพสุข และผลักดันให้ประชาชนที่สูญเสียที่ดินกลายไปเป็นทาส อีกทั้งเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าต้นราชวงศ์ถึง 20 เท่าตัว

นอกจากนั้นยังมีการคร่ากุมสตรีชาวบ้านที่งดงาม ถลุงเงินจนรายจ่ายคลังหลวงไม่เพียงพอต่อรายรับ จนต้องมีการพิมพ์ธนบัตรออกมาอย่างมากมาย ทำให้ค่าของเงินตราที่ใช้ลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ผนวกกับในยามนั้นเขื่อนกั้นแม่น้ำฮวงโหไม่ได้รับการบูรณะมาเป็นเวลาหลายปี จนเกิดอุทกภัยขึ้นหลายครั้ง ทำให้ประชาชนมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ยากลำเค็ญ จนกลายเป็นสภาพ “ผู้คนอดตายเกลื่อนถนน คนเป็นก็ไม่พ้นใกล้เป็นผี” (饿死已满路 生者与鬼邻)

ในปี 1351 ภายใต้สถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ราชสำนักต้าหยวนได้ส่งทหาร 20,000 คนเพื่อบังคับเกณฑ์แรงงานชาวฮั่นถึง 150,000 คนเพื่อไปขุดลอกแม่น้ำและซ่อมเขื่อนที่พัง ซ้ำรายขุนนางที่มีหน้าที่คุมการขุดลอกยังฉวยโอกาสโกงกินเงินค่าอาหารของแรงงาน ทำให้ชาวฮั่นที่ถูกเกณฑ์มาต้องทนหิวทนหนาว จนมวลชนเกิดความเจ็บแค้นต่อราชสำนัก ในเวลานั้นเอง หลิวฝูทง (刘福通) จึงได้อาศัยลัทธิดอกบัวขาว (白连教) ในการรวบรวมชาวบ้านเป็นกองทัพชาวนาขึ้น

ต่อมาหลิวฝูทงได้ส่งสาวกลัทธิดอกบัวขาว ให้ออกไปปล่อยข่าวลือว่า “เมื่อใดที่มนุษย์หินตาเดียวปรากฏ ก็จะมีการพลิกฟ้าผลัดแผ่นดิน” หลังจากนั้นก็ลอบส่งคนไปทำรูปปั้นหินมนุษย์ตาเดียวแล้วนำไปฝังไว้บริเวณที่มีการขุดลอกแม่น้ำ ภายหลังเมื่อมีชาวบ้านไปขุดพบรูปปั้นหิน การต่อต้านชาวมองโกลจึงลุกลามขึ้นเป็นไฟลามทุ่ง


เมื่อโอกาสสุกงอม หลิวฝูทง และหานซันถง (韩山童)ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้นำลัทธิดอกบัวขาว ได้นำพาชาวบ้านจัดตั้งเป็นกองทัพขึ้น เนื่องจากชาวบ้านที่รวมตัวกันนี้ต่างโพกผ้าสีแดงเอาไว้บนศีรษะ จึงได้รับการเรียกขานเป็น “กองทัพโพกผ้าแดง” (红巾军)

ทว่าในห้วงเวลาที่เริ่มก่อตั้งกองทัพนั้น เนื่องจากเกิดความลับรั่วไหล ทำให้กองทัพโพกผ้าแดงที่เพิ่งจะเป็นรูปเป็นร่างถูกทหารทางการล้อมปราบ หานซันถงหนึ่งในผู้นำถูกจับกุมตัวและสังหาร ในขณะที่หลิวฝูงทงหนีฝ่าวงล้อมออกมา

หลังจากที่หลิวฝูทงหลบรอดออกมาได้ ก็ทำการรวบรวมกองกำลังขึ้นอีกครั้ง แล้วทำการบุกตีเมืองต่างๆ และเนื่องจากไม่ว่ากองทัพบุกยึดไปถึงที่ใด ก็จะมีการเปิดคลังหลวงเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ทั้งหลายจนทำให้กองทัพมีกองกำลังเพิ่มขึ้นเป็นเรือนแสนในเวลาไม่นาน และเมื่อถึงปี 1355 เมื่อกองทัพภายใต้การนำพาของหลิวฝูทงสามารถพิชิตเมืองป๋อโจวได้ จึงสถาปนา หานหลินเอ๋อ (韩林儿) บุตรชายของหานซันถงขึ้นเป็น “เสี่ยวหมิงหวัง” (小明王) จัดตั้งอำนาจการปกครองที่เกิดจากการปฏิวัติของชาวนาขึ้น

กระทั่งในปี 1357 เมื่อหลิวฝูทงได้แบ่งกำลังเป็น 3 สายบุกขึ้นเหนือ โดยเส้นตะวันออกบุกผ่านซันตง เหอเป่ย มุ่งไปยังต้าตู เส้นกลางบุกผ่านซันซี เหอเป่ย ไปยังซั่งตู ราชธานีทางเหนือของมองโกล จนสามารถเผาพระราชวังทางเหนือของมองโกลได้ ทางตะวันตกบุกผ่านกวนจง ซิงหยวน เฟิ่งเสียง แล้วตีไปทางเสฉวน กานซู่ หนิงเซี่ยโดยประสบชัยชนะมาตลอดทางถือเป็นช่วงที่กองทัพโพกผ้าแดงมีความรุ่งเรืองและเข้มแข็งที่สุด

ทว่าในภายหลัง ราชวงศ์หยวนยังคงดิ้นรนด้วยการให้ตำแหน่งกับบรรดาเจ้าของที่ดินและเหล่าเศรษฐีที่สามารถช่วยระดมพลมาช่วยทำศึกได้ ผนวกกับในขณะนั้นที่กองทัพโพกผ้าแดงได้แบ่งเป็นสามทัพแยกย้ายทำศึก ไม่มีการปักหลักแหล่งที่แน่นอนอีกทั้งขาดแผนการที่รัดกุมเพียงพอ จึงทำให้ต้องสูญเสียดินแดนที่ยึดมาได้กลับไปใหม่หลายครั้งหลายคราว จนกระทั่งในห้วงเวลาที่กองทัพโพกผ้าแดงกำลังสู้ศึกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อกับกองทัพหยวน หลิวฝูทงผู้นำของกองทัพก็ต้องมาเสียชีวิตลงในปี 1362

เมื่ออำนาจของกองกำลังโพกผ้าแดงเสื่อมสลายนั้น ประจวบกับเป็นช่วงเวลาที่อีกกองกำลังทางใต้ที่นำโดยจูหยวนจาง (朱元璋)กำลังขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจูหยวนจางผู้นี้เป็นลูกชาวนาเกิดในครอบครัวที่แร้นแค้น เดิมสังกัดอยู่กับกัวจื่อซิงในกองทัพโพกผ้าแดง ทว่าภายหลังได้ออกมาตั้งกองกำลังของตนเอง และได้แผ่ขยายขึ้นหลังจากที่ได้บุกยึดเมืองจี๋ชิ่ง (นานกิงในปัจจุบัน) เพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นอิ้งเทียนฝู่ พร้อมทั้งยอมรับคำแนะนำจากนักกลยุทธนามจูเซิงที่ได้ชี้ว่า “ให้สร้างกำแพงเมืองสูง สั่งสมเสบียงอาหาร ชะลอการตั้งตนเป็นอ๋อง” บวกกับได้รับการสนับสนุนจากมหาเศรษฐีเสิ่นวั่นซันทำให้กองทัพนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

จูหยวนจางเองแม้สร้างผลงานมากมาย แต่ในระยะแรกก็ยึดมั่นในคำแนะนำดังกล่าว พยายามสนับสนุนให้ชาวเมืองเพิ่มพูนผลผลิต และตั้งตนเองเป็นเพียงอู๋กั๋วกง (เจ้าพระยา) อีกทั้งเชิญตัวเสี่ยวหมิงหวังที่กองทัพโพกผ้าแดงตั้งเป็นกษัตริย์มาอยู่ด้วย ทำให้ชาวฮั่นทั้งหลายเชื่อถือในความชอบธรรมของกองทัพนี้มากกว่ากองกำลังอื่นๆ จนสุดท้ายสามารถเอาชนะกองกำลังขุนศึกอื่นๆอย่างสีว์โซ่วฮุย เฉินโหย่วเลี่ยง และจางซื่อเฉิงไปได้

เมื่อวันขึ้นสี่ค่ำ เดือนอ้าย ปี1368 (ตรงกับวันที่ 23 มกราคม) ทั่วทั้งแดนใต้ก็อยู่ในอำนาจของจูหยวนจางทั้งหมด จูหยวนจางจึงได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ราชวงศ์หมิง (明朝)ขึ้นที่อิ้งเทียนฝู่ โดยตั้งชื่อรัชกาลว่าหงอู่ ตั้งเมืองอิ้งเทียนเป็นเมืองหลวงทางใต้ และตั้งไคเฟิงเป็นเมืองหลวงทางเหนือ

ที่มาของชื่อราชวงศ์นั้น มีตำนานเล่าขานกันว่ามาจากการที่ในอดีตจูหยวนจางเคยเป็นสาวกลัทธิแสงสว่าง (หมิงเจี้ยว) เมื่อขึ้นเป็นฮ่องเต้จึงได้ใช้คำว่า “หมิง” มาเป็นชื่อราชวงศ์ จนกระทั่งถึงเดือน 7 ในปีเดียวกัน จูหยวนจางได้ส่งแม่ทัพใหญ่สีว์ต๋าบุกถึงต้าตู อันเป็นราชธานีของราชวงศ์หยวน จนกระทั่งหยวนซุ่นตี้ต้องลี้ภัยขึ้นไปทางเหนือจึงถือว่าเป็นกาลอวสานของราชวงศ์หยวนอันเกรียงไกร

แผนที่ราชวงศ์หยวน



ราชวงศ์หยวนเป็นราชวงศ์ที่สถาปนาขึ้นโดยชนชาติมองโกล มีอายุทั้งสิ้น 97 ปี และมีฮ่องเต้ทั้งหมด 11 พระองค์ (นับจากที่กุบไลข่านสถาปนาราชวงศ์) นับเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่มีอาณาจักรกว้างใหญ่และมีความเข้มแข็งมากราชวงศ์หนึ่ง ทว่าด้วยความแบ่งแยกชนชั้น ความฟุ้งเฟ้อ การขูดรีดและการกดขี่ชาวฮั่นทำให้ต้องล่มสลายเร็วกว่าที่ควร ซึ่งความผิดพลาดในครั้งนี้ ได้กลายมาเป็นอุทาหรณ์ให้กับชนชั้นปกครองของราชวงศ์ชิงในยุคต่อมา

อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์หยวนจัดว่าเป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองในระดับหนึ่ง อีกทั้งเป็นช่วงเวลาที่ได้กำหนดอาณาเขตการปกครองของแผ่นดินจีนในภายหลังขึ้น เนื่องจากตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนจนถึงช่วงกลางหลังของราชวงศ์ชิง อาณาเขตของแผ่นดินจีนนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก




เตียบ่อกี้
#24   [ 27-01-2008 - 13:17:51 ]

ราชวงศ์หมิง (1368-1644)

มุมหนึ่งของพระราชวังต้องห้ามในปักกิ่ง

เมื่อทุพภิกขภัยแพร่ขยายลุกลามไปทุกหย่อมหญ้า กองทัพชาวนากลุ่มแล้วกลุ่มเล่าจึงลุกฮือขึ้นทวงความเป็นธรรมจากชนชั้นผู้ปกครองแห่งราชวงศ์หยวน จูหยวนจางผู้นำกลุ่มที่ถือกำเนิดจากลูกชาวนา ได้นำกองกำลังบุกยึดอิ้งเทียนฝู่ จากนั้นส่งทัพตะลุยขึ้นเหนือขับไล่ชาวมองโกลออกจากผืนปฐพีจงหยวน รวบรวมอำนาจและแผ่นดินกลับสู่เงื้อมมือของชาวฮั่นเป็นครั้งสุดท้าย....

ราชวงศ์หมิงหรือต้าหมิง (大明)เป็นราชวงศ์สุดท้ายที่สถาปนาขึ้นโดยชนชาติฮั่น ภายใต้กองทัพประชาชนที่นำพาโดยจูหยวนจางในปีค.ศ. 1368 ด้วยการตั้งอิ้งเทียนฝู่ (นานกิง) ขึ้นเป็นราชธานี ใช้ชื่อรัชกาลว่าหงอู่ และขนานนามตนเองเป็นหมิงไท่จู่(明太祖) จากนั้นทรงออกปราบปรามกองกำลังต่างๆที่เหลืออยู่ในซื่อชวน (เสฉวน) หยุนหนัน (ยูนนาน) อีกทั้งบุกขึ้นทางเหนือจนแผ่นดินมีความเป็นปึกแผ่น


ภาพวาดซ้ายคือภาพจูหยวนจางที่วาดโดยขุนนางในราชสำนักหมิง ส่วนภาพขวาเกิดจากการที่เป็นคนมากระแวงจึงมีภาพที่ถูกวาดให้ดูน่ากลัว อัปลักษณ์เนื่องจากกลัวถูกทำร้าย

ฮ่องเต้หลวงจีน-จูหยวนจาง

ปฐมฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงนามจูหยวนจาง เดิมถือกำเนิดในอำเภอเพ่ย มณฑลเจียงซู มีนามว่าจูจ้งปา ในวัยเยาว์จูหยวนจางมักจะแวะเวียนไปเที่ยวเล่นที่วัดหวงเจี๋ยว์ จนเจ้าอาวาสที่วัดให้ความเอ็นดูในความฉลาดหลักแหลม และสอนการอ่านเขียนให้ จนทำให้จูหยวนจางสามารถรู้หนังสือได้ในระดับหนึ่ง

เมื่อจูหยวนจางอายุได้ 17 ปีได้เกิดภัยแล้ง ภัยจากตั๊กแตน และโรคระบาดขึ้น ทำให้บิดา มารดา และพี่ของเขาทยอยเสียชีวิตไปในเวลาเพียงครึ่งเดือน จูหยวนจางจึงตัดสินใจปลงผมออกผนวช โดยมีหน้าที่คอยจุดธูป กวาดพื้น ตีระฆัง อีกทั้งในช่วงเวลานั้นยังต้องอดทนต่อการถูกหลวงจีนรูปอื่นๆค่อนขอดว่าออกบวชเพื่อให้มีข้าวกิน

ภายหลังภัยแล้งลุกลามสาหัสขึ้น ทำให้แม้แต่วัดวาอารามอันเป็นสถานที่ต้องอาศัยผู้คนมาบริจาคก็อยู่ไม่รอด เจ้าอาวาสจำต้องส่งพระสงฆ์ให้ออกไปธุดงค์หาทางอยู่รอดเอาเอง จูหยวนจางจึงต้องแบกสัมภาระติดตามขบวนธุดงค์ออกมา ซึ่งในช่วงเวลาที่ออกธุดงค์นี่เอง ทำให้จูหยวนจางได้เห็นและสัมผัสถึงความทุกข์ยากของประชาชน

ผ่านไป 3 ปีจูหยวนจางได้กลับมายังวัดหวงเจี๋ยว์อีกครั้ง เขาได้รับจดหมายชักชวนจากสหายนามทังเหอให้ไปเข้าร่วมกองทัพประชาชนภายใต้ธงของกัวจื่อซิง (郭子興)หลังจูหยวนจางไปเข้าร่วมกับกองทัพ ได้สร้างผลงานทางการศึกหลายครั้ง บวกกับเป็นคนที่อ่านออกเขียนได้ในระดับหนึ่ง จึงได้รับการให้ความสำคัญจากกัวจื่อซิงเป็นอย่างยิ่ง จนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแม่ทัพสำคัญในกองทัพ อีกทั้งได้แต่งงานกับบุตรีบุญธรรมของกัวจื่อซิง กระทั่งภายหลังจึงได้ออกจากหาวโจวซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของกัวจื่อซิง สร้างกองกำลังของตนขึ้นมา

กองทัพภายใต้การนำพาของจูหยวนจางได้บุกเข้ายึดจี๋ชิ่ง (นานกิงในปัจจุบัน) แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นอิ้งเทียนฝู่ จากนั้นก็ค่อยๆขยายกองกำลังไปเรื่อยๆ สามารถบุพิชิตกองทัพของเฉินโหย่วเลี่ยงได้ในปี 1367 เอาชนะกองกำลังของจางซื่อเฉิง (张士诚) จนจางซื่อเฉิงต้องฆ่าตัวตาย กระทั่งเมื่อเอาชนะกองกำลังตามแนวชายฝั่งเจ้อเจียงของฟังกั๋วเจิน (方国珍)ได้ จึงตั้งตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ และทำให้ประเทศจีนได้กลับคืนสู่ความเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง

ประหารขุนนาง – ยกเลิกเสนาบดี - จัดอำนาจรวมศูนย์

หลังจูหยวนจาง หรือที่ถูกขนานพระนามตามชื่อรัชกาลว่าฮ่องเต้หงอู่ขึ้นครองราชย์ ได้ทุ่มเทเพื่อที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และผลผลิตในประเทศ โดยด้านหนึ่งพยายามลดภาระของประชาชนและชาวนา ในขณะที่อีกด้านก็เร่งปฏิรูประบบการปกครองที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งลงโทษขุนนางที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง

โดยในช่วงเวลานี้ หมิงไท่จู่ได้ให้โอกาสชาวบ้านที่ต้องอพยพเพราะภัยสงครามจนไม่มีที่ทำกิน ให้เข้าไปจับจองที่ดินที่รกร้างว่างเปล่า โดยทางการจะเป็นผู้จัดหาพันธุ์พืชและเครื่องมือให้ นอกจากนั้นยังมีการยกเว้นภาษีและการเกณฑ์แรงงานให้กับผู้ที่ไปบุกเบิกพื้นที่ใหม่ๆเป็นเวลา 3 ปี ทำการส่งเสริมด้านชลประทาน ทำให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยลำดับ

รถศึกประเภทหนึ่งในสมัยราชวงศ์หมิง

ทว่าในด้านการปฏิบัติต่อขุนนางนั้น แม้ในช่วงต้นของการสถาปนาราชวงศ์ จะมีการปูนบำเหน็จและพระราชทานตำแหน่งให้กับขุนนางที่มีผลงาน ทว่าเพื่อที่จะรวบอำนาจให้รวมศูนย์ไว้ที่องค์ฮ่องเต้ บวกกับการที่มีนิสัยเป็นคนที่ระแวงสงสัยในตัวผู้อื่น ทำให้ในรัชกาลหงอู่มีการประหารฆ่าขุนนางผู้มีคุณูปการไปไม่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรณีสำคัญที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่นกรณีของหูเหวยยง (胡惟庸) กับหลันอี้ว์ (蓝玉)

หูเหวยยงได้เข้ากองทัพติดตามจูหยวนจางที่เหอโจว ได้เป็นที่ปรึกษาที่สำคัญตั้งแต่ก่อนจะครองราชย์ จนกระทั่งได้ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีในเวลาต่อมา หูเหวยยงได้รับความโปรดปรานจากหมิงไท่จู่เป็นอย่างยิ่ง ทำให้เริ่มมีอิทธิพลและกุมอำนาจต่างๆเอาไว้ในมือ มีขุนนางจำนวนมากที่มาเข้าเป็นสมัครพรรคพวกมากมาย จนมักกระทำการโดยพลการอยู่เสมอ อย่างเช่นฎีกาที่เหล่าขุนนางเขียนถวายฮ่องเต้ หากมีฎีกาใดที่ไม่เป็นประโยชน์กับตนก็จะไม่ยอมถวายขึ้นไป

สุดท้ายในปีค.ศ. 1380 เมื่อมีคนกล่าวโทษว่าหูเหวยยงนั้นมีความคิดที่จะก่อกบฏ หมิงไท่จู่จึงมีรับสั่งให้ประหารหูเหวยยง พร้อมทั้งถือโอกาสในการกวาดล้างวงศ์ตระกูลและสมัครพรรคพวกของหูทั้งหมด นอกจากนั้นในภายหลังยังมักจะอาศัยข้ออ้างการเป็นพรรคพวกของหูเหวยยงเป็นอาวุธในการปกครอง กล่าวคือเมื่อใดที่ทรงระแวงสงสัยบุคคล ขุนนาง หรือเจ้าของที่ดินคนไหน ที่คาดว่าอาจจะเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ ก็จะถูกประหารด้วยข้อกล่าวหาดังกล่าว แม้กระทั่งล่วงเลยมาถึง 10 ปียังมีการอาศัยข้อหานี้ทำการประหารครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยในคดีดังกล่าวตั้งแต่ต้นจนจบ มีผู้ที่ถูกประหารชีวิตไปทั้งสิ้นกว่า 30,000 คน ฮ่องเต้หมิงเฉิงจู่หรือหย่งเล่อ


ส่วนหลันอี้ว์ เป็นแม่ทัพที่เคยสร้างผลงานในการศึกสงครามมากมาย จนได้รับการพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเหลียงกั๋วกง แต่ด้วยความถือดีที่มีผลงาน จึงใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่รักษากฎหมาย และไม่รักษาธรรมเนียมจารีตของความเป็นขุนนางกับฮ่องเต้ ภายหลังได้ถูกจับตัวในข้อหาเตรียมก่อการกบฏ โดยการลงโทษในครั้งนี้มีผู้ที่ร่วมสังเวยชีวิตไปอีกกว่า15,000 คน นอกจากคดีหู-หลันแล้ว ความระแวงที่หมิงไท่จู่มีต่อเหล่าขุนนาง ได้ลุกลามไปจนกระทั่งบรรดาขุนนางที่เคยมีคุณูปการในครั้งบุกเบิกแผ่นดินมาด้วยกันกับจูหยวนจางถูกประหารไปแทบหมดสิ้น จนเรียกได้ว่าคนที่รอดชีวิตได้นั้นมีน้อยจนนับได้

หลังจากเกิดเหตุการณ์คดีหูเหวยยงแล้ว จูหยวนจางจึงได้ยกเลิกระบบอัครเสนาบดี แล้วแบ่งอำนาจการปกครองออกเป็น 6 กระทรวงได้แก่กระทรวงการปกครอง การคลัง พิธีการ กลาโหม ราชทัณฑ์ (ยุติธรรม) และโยธาฯ โดยแต่ละกระทรวงให้มีเจ้ากระทรวง 1 คนกับผู้ช่วยอีก 2 คน และให้เจ้ากระทรวงทั้ง 6 ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้ อีกทั้งได้กำหนดรูปแบบให้กระทรวงกลาโหมจัดสรรกำลังประกอบด้วย 5 กองบัญชาการได้แก่ กองบัญชาการฝ่ายซ้าย ขวา หน้า หลังและกลาง


จากความระแวงที่เกิดขึ้น ยังทำให้มีการจัดตั้งหน่วยงานสำคัญที่มีในการตรวจสอบขึ้น ได้แก่สำนักงานตรวจการ(督察院) และหน่วยงานองครักษ์เสื้อแพร (锦衣卫) เพื่อให้เป็นหน่วยงานพิเศษในการตรวจสอบขุนนางในราชสำนักและราษฎรทั่วราชอาณาจักร จากนั้นยังทรงแต่งตั้งพระโอรสทั้งหลายให้ออกไปเป็นเจ้ารัฐประจำอยู่ในหัวเมืองต่างๆ โดยมีเป้าหมายในด้านหนึ่งเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและศักยภาพในการป้องกันชาวมองโกลจากทางเหนือ ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เป็นมาตรการป้องกันการร่วมมือระหว่างเหล่าองค์ชายกับขุนนางกังฉินในราชสำนักเพื่อชิงราชบัลลังก์ อีกทั้งทรงตรามาตรการเสริมเพื่อป้องกันการใช้อำนาจบาตรใหญ่จนเกินควบคุมของบรรดาเชื้อพระวงศ์ ด้วยการบัญญัติไว้ว่า สำหรับฮ่องเต้ในอนาคตหากมีความจำเป็น ให้สามารถถอดถอนเจ้ารัฐหัวเมืองเหล่านี้ได้

การดำเนินมาตรการต่างๆดังกล่าว นับได้ว่าปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงได้ทรงสร้างระบบรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จขึ้น โดยเฉพาะการยกเลิกตำแหน่งเสนาบดี อันถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบสังคมการปกครองจีน เนื่องจากนับย้อนไปตั้งแต่สมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้รวบรวมแผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่นเป็นต้นมา ตำแหน่งเสนาบดีก็ดำรงอยู่ในฐานะของการเสริมพระราชอำนาจของฮ่องเต้มาโดยตลอด อีกทั้งในหลายครั้งยังเป็นอำนาจที่คอยถ่วงดุลพระราชอำนาจของฮ่องเต้เอาไว้ การที่หมิงไท่จู่ยกเลิกระบบดังกล่าว จึงเป็นการทำให้ฮ่องเต้สามารถใช้พระราชอำนาจโดยตรงยิ่งและเต็มที่มากยิ่งขึ้น

ฟังเซี่ยวหรู ผู้ถูกประหารสิบชั่วโคตร

ราชธานีปักกิ่ง - สารานุกรมหย่งเล่อ
หลังหมิงไท่จู่ได้ทรงลงอาญาต่อขุนนางจำนวนมาก และส่งโอรสทั้ง 24 คนไปเป็นเจ้าหัวเมืองต่างๆ ทำให้ทรงเชื่อว่าหลังจากนี้ไปราชวงศ์ที่ก่อตั้งขึ้นมาก็จะมีเสถียรภาพอันมั่นคง ท่ามกลางบรรดาโอรสที่ส่งออกไปนั้น กลุ่มที่ไปครองหัวเมืองทางเหนือจะมีกำลังแข็งแกร่งมากที่สุด เนื่องจากมีภารกิจต้องป้องกันมองโกลจากทางเหนือ ซึ่งในกลุ่มดังกล่าวมีพระโอรสองค์ที่ 4 นามจูตี้ผู้เป็นเจ้าครองรัฐเอี้ยน (燕王朱棣) กับเจ้ารัฐจิ้นที่มีกำลังกล้าแข็งที่สุด

ในปีที่หมิงไท่จู่ทรงมีพระชนม์มายุ 64 พรรษา รัชทายาทนามจูเปียว (朱标) กลับมาด่วนสิ้นพระชนม์ไปโดยกะทันหัน จูหยวนจางทรงเสียพระทัยมาก จึงได้แต่งตั้งจูหยุ่นเหวิน(朱允炆)บุตรชายของจูเปียวขึ้นเป็นรัชทายาทแทน

การตัดสินพระทัยในครั้งนี้ถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ประการหนึ่ง เพราะหลังจากที่หมิงไท่จู่สวรรคต จูหยุ่นเหวินได้ขึ้นครองราชย์ด้วยวัยเพียง 21 พรรษามีพระนามว่าฮุ่ยตี้ (惠帝) มีชื่อรัชกาลว่า เจี้ยนเหวิน (建文) หลังก้าวสู่บัลลังก์มังกรไม่นาน ฮุ่ยตี้ทรงเชื่อข้อเสนอที่ให้ยกเลิกเจ้ารัฐหัวเมืองของขุนนางใหญ่อย่างฉีไท่ หวงจื่อเฉิง จึงทยอยปลดเจ้ารัฐโจว รัฐไต้ รัฐฉี รัฐเซียง โดยบางคนถูกลดขั้นเป็นสามัญชน บ้างก็ถูกประหาร อีกทั้งใช้ข้ออ้างป้องกันชายแดง โยกย้ายกองกำลังของเจ้ารัฐเอี้ยน เพื่อเตรียมปลดในลำดับต่อไป ทว่าคำสั่งนี้ถูกเจ้ารัฐเอี้ยนได้แก้ลำด้วยการใช้ข้ออ้าง “กำจัดขุนนางชั่วข้างกายฮ่องเต้” (清君側) เคลื่อนทัพลงใต้ ยกพลมุ่งลงมายังอิ้งเทียนฝู่ โดยเรียกชื่อกองทัพว่า “กองทหารจิ้งหนัน” (靖难之役)ที่มีความหมายว่า กองทหารกำจัดเภทภัยภายในขึ้น

สงครามกลางเมืองครั้งนี้กินเวลายืดเยื้อกว่า 3 ปี กระทั่งปีค.ศ. 1402 เมื่อกองทัพของจูตี้บุกถึงเมืองหลวง หลีจิ่งหลง แม่ทัพรักษาเมืองได้เปิดประตูเมืองให้ทัพจิ้งหนานเข้าเมือง ทว่าในยามนั้น กลับมองเห็นว่าพระราชวังเกิดเพลิงลุกโหมพวยพุ่ง กว่าที่เจ้ารัฐเอี้ยน-จูตี้ได้ส่งทหารเพื่อไปดับเพลิง ก็พบว่ามีคนถูกคลอกตายไปแล้วไม่น้อย ในขณะที่หมิงฮุ่ยตี้ก็เหมือนหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งนักประวัติศาสตร์ได้เรียกเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า “การจลาจลจิ้งหนาน” (靖难之变)

เมื่อยึดครองเมืองอิ้งเทียนได้แล้ว จูตี้จึงปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ ทรงมีพระนามว่าหมิงเฉิงจู่ (明成祖) และตั้งชื่อรัชกาลว่า “หย่งเล่อ” (永乐) หลังทรงครองราชย์แล้ว หมิงเฉิงจู่ได้ดำเนินการกวาดล้างครั้งใหญ่ โดยมีขุนนางผู้ใหญ่ข้างกายหมิงฮุ่ยตี้กว่า 50 คนที่ถูกจัดให้เป็นขุนนางฉ้อฉล ถูกสั่งประหาร 9 ชั่วโคตร โดยหนึ่งในนั้นมีคดีอันเลื่องลือของฟังเซี่ยวหรู (方孝孺) ที่ถูกประหาร 10 ชั่วโคตรโดยนอกจากญาติ 9 ชั่วโคตรแล้ว ยังมีสหายและลูกศิษย์ประหารรวมไปด้วยจำนวนถึง 873 คน

หมิงเฉิงจู่ทรงให้ความสำคัญกับพื้นที่ทางเหนือเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นในปีแรกของรัชกาลหย่งเล่อ ทรงเปลี่ยนชื่อเป่ยผิงเป็นเป่ยจิง (ปักกิ่ง) อีกทั้งมีดำริจะย้ายศูนย์กลางการปกครองขึ้นไปอยู่ทางเหนือ ดังนั้นในปีค.ศ. 1416 ทรงมีรับสั่งสร้างพระราชวังขึ้นที่ปักกิ่ง ใช้ระยะเวลาการสร้างถึงเกือบ 4 ปี ด้วยการระดมช่างฝีมือจากเหอหนัน ซันตง ซันซี และอันฮุยจำนวนหลายแสนคน จนสำเร็จเสร็จสิ้นในราวปีค.ศ. 1420 จากนั้นในปีค.ศ. 1422 จึงมีราชโองการให้ย้ายราชธานีจากอิ้งเทียนฝู่ไปยังปักกิ่งอย่างเป็นทางการ

หมิงเฉิงจู่ยังเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับด้านวิทยาการความรู้ โดยรับสั่งให้รวบรวมสรรพวิชาที่มีมาตั้งแต่ในอดีตไม่ว่าจะเป็นดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ พยากรณ์ศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา ศิลปะ ฯลฯขึ้น มีการระดมบุคคลากร 147 คนเข้ามาช่วยกันจัดเรียบเรียง และออกมาเป็นเล่มในครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1404 ทว่าหมิงเฉิงจู่ยังเห็นว่าตำราดังกล่าวยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์พอ จึงให้ทำการปรับปรุงแก้ไขอีกครั้ง คราวนี้มีการใช้คนเรียบเรียงและเขียนทั้งสิ้นมากถึง 2,169 คน และใช้หอคัมภีร์เหวินยวน (文渊阁) ที่นานกิงที่เป็นเก็บตำรา การเรียบเรียงแก้ไขครั้งนี้ได้ลุล่วงในปี 1407 และคัดลอกเย็บเล่มเสร็จสิ้นในปีถัดมา มีจำนวนทั้งสิ้น 22,877 บรรพ จัดเรียบเรียงเป็น 11,095 เล่ม ฮ่องเต้หมิงเฉิงจู่ได้พระราชทานนามว่า สารานุกรมหย่งเล่อ (永乐大典)

นอกจากสารานุกรมชิ้นใหญ่นี้แล้ว ในราชวงศ์หมิงยังเป็นยุคที่วรรณกรรมประเภทนิยายเริ่มต้นได้รับความนิยมอย่างมาก ถือเป็นเป็นยุคต้นที่นิยายในรูปแบบภาษาพูดที่เรียบง่าย (白话)ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายและสืบเนื่องไปถึงราชวงศ์ชิง โดยเฉพาะในราชวงศ์หมิง ได้บังเกิดผลงานประพันธ์ที่โดดเด่นๆที่เป็นที่รู้จักกันจนถึงทุกวันนี้มากมายอาทิ นิยายพงศาวดารสามก๊ก (三国演义) ในช่วงปลายราชวงศ์หยวนถึงต้นราชวงศ์หมิง ส่วนเรื่องซ๋องกั๋ง หรือผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน (水浒传)และ ไซอิ๋ว ()西游记 และบุปผาในกุณฑีทอง (金瓶梅) ถูกประพันธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลเจียชิ่งกับวั่นลี่ โดยสามก๊กที่ประพันธ์โดยหลอก้วนจงนั้นน่าจะเป็นนิยายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดานิยายจีนที่เคยมีมา

เจิ้งเหอ ขันทีผู้ได้รับแต่งตั้งให้นำกองทัพเรืออันเกรียงไกรไปเจริญสันถวไมตรีกับนานาประเทศ

สมุทรยาตราของเจิ้งเหอ (郑和下西洋)

หลังจากหมิงเฉิงจู่ได้ชิงบัลลังก์มาจากพระนัดดา สิ่งที่ส่งผลให้ไม่สบายพระทัยมาโดยตลอดก็คือหลังเกิดเพลิงไหม้พระราชวังแล้ว กลับไม่สามารถค้นพบพระศพของหมิงฮุ่ยตี้ (เจี้ยนเหวินตี้) และเพื่อสืบเรื่องราวดังกล่าวให้ชัดเจน จึงมีพระประสงค์ที่จะส่งขุนนางออกไปเพื่อตามหาร่องรอยอย่างลับๆ

ภายหลังหมิงเฉิงจู่ทรงมีดำริว่าหมิงฮุ่ยตี้อาจจะหลบหนีออกไปทางทะเล จึงตัดสินพระทัยที่จะสร้างขบวนเรือเพื่อเดินทางไปค้นหา โดยพระองค์ได้มอบหมายภาระหน้าที่นี้ให้กับเจิ้งเหอ (郑和) ขันทีที่ติดตามพระองค์มาเป็นเวลานาน

เจิ้งเหอเดิมแซ่หม่า มีนามว่าเหอ นามรองซันเป่า เป็นชนชาติหุยที่เกิดในมณฑลหยุนหนัน (ยูนนาน) หลังจากที่เข้ามาเป็นขันที หมิงเฉิงจู่หรือองค์ชายจูตี้ในยามนั้นทรงให้ความไว้เนื้อเชื่อใจและโปรดปรานในสติปัญญาความสามารถของหม่าเหอมาก ภายหลังจึงพระราชทานแซ่ “เจิ้ง” ให้ โดยในประวัติศาสตร์ได้บันทึก เจิ้งเหอมีรูปร่างสูงใหญ่ถึง 7 ฟุต มีน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม ท่าเดินสง่าน่าเกรงขาม น้ำเสียงกังวานมีพลัง

ในปีค.ศ. 1405 ขบวนเรือของเจิ้งเหออันประกอบด้วยเรือที่ประกอบด้วยเรือสินค้า เรือรบ และเรือสนับสนุนในแบบต่างๆ โดยแบ่งเป็นเรือใหญ่จำนวน 62 ลำ และเรือเล็กอีกมากกว่า 200 ลำ พร้อมด้วยผู้คนกว่า 27,800 คน อันประกอบด้วยลูกเรือ ทหาร ช่างเทคนิค นักพยากรณ์อากาศ แพทย์ และล่าม และแล้วกองเรือยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์จีนและของโลกในยุคนั้นจึงได้เริ่มออกเดินทางโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะตามหาร่องรอยของหมิงฮุ่ยตี้ รวมไปถึงเจริญสัมพันธไมตรีกับแว่นแคว้นต่างๆ อีกทั้งเป็นการไปแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าอีกด้วย

เจิ้งเหอได้ออกกองเรือเดินสมุทรทั้งสิ้น 7 ครั้งตั้งแต่ปีค.ศ. 1405 – ปีค.ศ. 1433 นับเป็นระยะเวลาเกือบ 30 ปี และเดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 50,000 กิโลเมตร ผ่านดินแดนกว่า 30 ประเทศจากทะเลจีนใต้ไปจนถึงชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกา โดยกองเรือภายใต้การนำพาของขันทีเจิ้งเหอผู้นี้ได้เคยติดต่อกับอาณาจักรอยุธยาด้วย นอกจากนั้นกาวิน แมนซี (Gavin Menzies) อดีตทหารเรือชาวอังกฤษ ได้เคยนำเสนอทฤษฎีที่ว่า ในการเดินเรือครั้งหนึ่งของเจิ้งเหอ เขาน่าจะไปไกลถึงทวีปอเมริกา ซึ่งหากเป็นจริง เขาก็จะเป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาก่อนโคลัมบัสเกือบร้อยปี

ตอนต่อไปจะเป็นเรื่องราวที่ทำให้เห็นว่า การที่ราชวงศ์หมิงที่ในช่วงต้นมีความเจริญก้าวหน้ามากมายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกำลังทหาร สถาปัตยกรรม วรรณกรรม แต่หารู้ไม่ว่าหลังจากที่ฮ่องเต้หมิงเฉิงจู่ได้ขึ้นครองราชย์ ได้ทรงบ่มเพาะมูลเหตุแห่งความวิบัติเอาไว้ จนทำให้ช่วงกลางราชวงศ์บังเกิดความพลิกผันและการรัฐประหารอันเป็นเหตุราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ ต้องทรุดโทรมจนถึงกาลพินาศภายใต้เงื้อมมือของชนชาติโฮ่วจินในที่สุด





เตียบ่อกี้
#25   [ 27-01-2008 - 13:33:15 ]

ยุคราชวงศ์ชิง ค.ศ. 1644-1911)

ถึงแม้ชาวแมนจู จะไม่ใช่ชาวฮั่น และถูกต่อต้านอย่างรุนแรงโดยเฉพาะจากชาวจีนทางใต้ แต่ชาวแมนจูก็ได้ศึกษาและเข้าใจวัฒนะ-ธรรมของชาวจีนอย่างดี มีการนำเอาลัทธิข่งจื่อและพิธีการเซ่นไหว้บรรพบุรษมาใช้ ในด้านการปกครองยังคงระบบเดิมของราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ก่อน ๆ มาใช้ ระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการก็ยังคงใช้อยู่และชาวจีนก็ได้เข้ารับราชการในระดับสูง ยกเว้นตำแหน่งทางทหาร ลัทธิข่งจื่อแนวใหม่ที่สอนให้เชื่อฟังโดยไม่มีปากมีเสียง ได้เสริมความมั่นคงของรัฐ การฟื้นฟูวรรณกรรมโบราณได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิแมนจู

ความไม่ไว้วางใจกันเป็นไปอย่างกว้างขวาง ชาวแมนจูกลัวถูกชาวฮั่น-กลืนจึงห้ามชาวฮั่นอพยพเข้าไปในเขตแมนจูเย และชาวแมนจูก็ถูกห้ามเกี่ยวข้องกับการค้าและฝีมือแรงงาน การแต่งงานระหว่างสองชนเผ่าเป็นสิ่งต้องห้าม สำหรับตำแหน่งทางราชการหลาย ๆ ตำแหน่งต้องแต่งตั้งคู่กันทั้งคนของแมนจูและคนจีนฮั่น คือคนจีนฮั่นสำหรับทำหน้าที่ขณะที่คนแมนจูมาสอดส่องความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ชิง

ราชวงศ์ชิงได้ป้องกันตนเองจากการถูกต่อต้านจากภายในและการรุกรานจากภายนอก หลังจากที่จัดการภายในเรียบร้อยแล้ว แมนจูก็สามารถเข้ายึดครองมองโกลเลียนอกในศรรตวรรษที่ 17 และในศรรตวรรษที่ 18สามารถควบคุมเอเชียตอนกลาง จรดเทือกเขาปาเมอร์ (PamirMoutains) และก่อตั้งรัฐกันชนที่ซีจ้าง (ธิเบต) ไต้หวันซึ่งเป็นดินแดนที่ต่อต้านแมนจูก็ถูกรวมเข้าเป็นแห่งสุดท้าย ทำให้อาณาจักรภายใต้การปกครองของแมนจูกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ภัยคุกคามของจีนไม่ได้มาจากแผ่นดินเหมือนในอดีต แต่กลับมาจากทางทะเล โดยเริ่มจากฝั่งทะเลทางใต้ เมื่อพ่อค้าชาวตะวันตก นักเผยแพร่ศาสนา ทหารรับจ้างจำนวนมากเข้าสู่แผ่นดินชิง ในศรรตวรรษที่ 16ราชวงศ์ชิงไม่สามารถที่ประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง ต่อการท้าทาย ทำให้นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์ชิงในที่สุด





เตียบ่อกี้
#26   [ 27-01-2008 - 13:34:47 ]

ยุคก้าวสู่จีนยุคใหม่ประวัติศาสตร์จีนยุคก้าวสู่จีนยุคใหม่-การท้าทายจากอำนาจตะวันตก

ความมั่งคั่งสมบูรณ์โดยไม่ต้องเพิ่งพาคนอื่นของจีนนับตั้งแต่ราชวงศ์หมิงเป็นต้นมา ทำให้ชนชั้นปกครองไม่เคยปรับเปลี่ยนทัศนะคติ ความเชื่อในลัทธิข่งจื่อแนวใหม่ ทำให้ประเทศจีนเชื่อโดยไม่ต้องถามหาเหตุผลว่าวัฒนะธรรมและความเจริญของตนเองยิ่งใหญ่ และประเทศจีนก็เป็นประเทศศูนย์กลางของโลกที่เจริญยิ่งใหญ่เช่นกัน ฉะนั้นการตั้งสมมุติฐานแตกต่างจากความเชื่อ การเสนอนวัตกรรม การแนะนำปรับความสัมพันธ์กับต่างชาติล้วนถูกมองเป็นสิ่งที่เหลวไหล และล้มล้างความเชื่อ ราชวงศ์ชิงจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้า กับอำนาจท้าทายของตะวันตกที่มาจากทางทะเล

ในศรรตวรรษที่ 19 แรงกดดันจากภายในประเทศเริ่มจากปัญหาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากขณะนั้นประชากรจีนมีอยู่ 300 ล้านคน แต่ประเทศไม่มีอุตสาหกรรมหรือการค้าเพียงพอที่จะรองรับแรงงานที่มีอยู่ การไม่มีที่ดินทำกิน การฉ้อราษฏร์บังหลวง ล้วนก่อความไม่พอใจและทำให้เกิดการลุกฮือในหลาย ๆ จุดของประเทศ สมาคมลับเช่น สำนักบัวขาวหรือไป๋เหลียนเจี้ยว ในทางเหนือ สมาคมฟ้าดินหรือเทียนตี้ฮุ่ย ในทางใต้ ได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านและโค่นล้มราชวงศ์ชิง

การท้าทายจากอำนาจตะวันตกในที่สุดประเทศจีนก็หลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญกับอำนาจทางตะวันตกดั่งเช่นประเทศในเอเชียทั้งหลาย โปร์โตเกสเป็นชาติแรกที่เข้ามาและวางรากฐานที่มาเก๋า และผูกขาดการค้าต่างประเทศของจีนทั้ง-หมดที่ท่าเรือกว่างโจวหรือกวาเจา หลังจากนั้นตามมาด้วยสเปน อังกฤษและฝรั่งเศส

การค้าต่างประเทศในสมัยนั้น ยังไม่มีกฏหมายที่ยึดปฏิบัติเป็นมาตรฐานคงใช้วิธีปฏิบัติที่สืบเนื่องกันมาเป็นร้อย ๆ ปี ขณะเดียวกันราชวงศ์ชิงเองมีทัศนะที่ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่งพาต่างประเทศ จึงเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องของประเทศตะวันตกที่ทำข้อตกลงทางการค้าที่เสมอภาคกัน อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์ชิงกับให้อภิสิทธิแก่ประเทศรัสเซีย เนื่องจากเกรงด้านความปลอดภัยทางเหนือที่พระเจ้าซาร์ได้ส่งกำลังเข้ามารุกรานแถบไฮหลงเจียง จนพ่ายแพ้แก่รัฐเซีย และได้เซ็นข้อตกลง Nerchinsk(Treaty of Nerchinsk) ในปี 1689 และข้อตกลงKiakhta(Treaty of Kiakhta) ในปี 1727 ซึ่งล้วงเป็นข้อตกลงที่ทางจีนเสียเปรียบ ประเทศตะวันตกที่เหลือจึงต้องติดต่อค้าขายเฉพาะที่เมืองท่ากว่างโจวโดยผ่านตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งเพียงไม่กี่ราย

นอกจากสาเหตุด้านการค้าแล้ว ในศรรตวรรษที่ 13 เป็นต้นมายังมีปัญหาด้านศาสนา เมื่อศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคพยายามเข้าเผยแพร่ในประเทศจีน จนถึงศรรตวรรษที่ 19 ยังมีคนเพียงไม่กี่แสนคนเท่านั้นที่หันมานับถือศาสนาคริสต์ แต่ส่วนใหญ่นับถือนิกายเยซูอิตส์ (Jesuits)นิกายเยซูอิตส์เข้ามาโดยการทุ่มเทให้ความรู้กับวิธีการทำปฏิทิน ภูมิ-ศาสตร์ คณิตศาสตร์ แผนที่ ดนตรี ศิลปะ สถาปัตยกรรม ตลอดจนการทำปืนใหญ่ แนวทางของเยซูอิตส์พยายามปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตของชาวจีน และได้รับการประนามจากผู้นำศาสนาในปี 1704 ว่าเป็นการทำลายลัทธิข่งจื่อโดยเฉพาะในการกราบไหว้บรรพบุรุษ เหตุการณ์นี้ทำให้ความเคลื่อนไหวของคริสเตียนอ่อนแอลงอย่าวรวดเร็ว







เดียวดายเเสวงพ่าย
#27   [ 27-01-2008 - 16:22:48 ]

ชอบคับ

ข้าไม่ใช่คนอ้วดโม้ถึงตัวข้าเล็ก
แต่ใจข้าใหญ่เพื่อนข้าหัวโตเยอะแยะไม่ใชแพะรับบาปให้ใครทุกคนล้วนเป็นหยกชั้นดี



เตียบ่อกี้
#28   [ 06-02-2008 - 18:28:05 ]





เตียบ่อกี้
#29   [ 06-02-2008 - 18:42:11 ]

จัดใหม่ตาม ค.ศ ละจะได้ไม่งง



kaimuk
#30   [ 18-07-2014 - 20:30:02 ]    IP: 223.207.163.91

ดีกว่าประเทศไทยเยอะเลย



  • 1
  • 2
ตอบกระทู้
ชื่อ
รหัส กรอกตัวอักษร ตามภาพ
Enter your Post


emo-smile emo-happy emo-lol emo-enjoy emo-kiku emo-cool emo-hoho emo-drool emo-hungry emo-kiss emo-sorry emo-sad emo-cry emo-tear emo-question emo-doubt emo-shock emo-redface emo-plz emo-peevish emo-angry emo-moody emo-sneer emo-makefaces emo-good emo-touched emo-love emo-bore emo-tired emo-vomit
bold italic underline img link superscript subscript size color space justifyleft justifycenter justifyright quote box youtube